WeOmni

หยุดความวุ่นวายในโปรเจกต์ เปลี่ยน “งานซ้อนงาน” ให้ราบรื่นและได้ผลลัพธ์จริง ด้วย Odoo Project Management

รู้หรือไม่ ถ้านับรวมชั่วโมงที่คุณและทีมต้องจมอยู่กับการตามงาน ส่งอีเมลถามความคืบหน้า ไล่เช็กไฟล์ที่อัปเดตไม่ตรงกัน หรือตั้งคำถามว่า “สรุปแล้วโปรเจกต์นี้เราได้กำไรหรือขาดทุนกันแน่?” คุณจะพบว่าเวลาส่วนใหญ่ของคนทำงานถูกกลืนหายไปกับกระบวนการที่ไม่สร้างคุณค่าให้กับบริษัท (Non-value added tasks)

การบริหารโปรเจกต์ในปัจจุบัน ไม่ได้วัดกันที่ใครทำงานหนักกว่า แต่ตัดสินกันที่ “ใครจัดการความซับซ้อนได้ไวกว่า” เพราะปัญหาคลาสสิกของหลายองค์กรไม่ได้เกิดจากทีมไม่มีความสามารถ แต่เกิดจากกระบวนการทำงานที่ขาดการเชื่อมโยงระหว่างทีม

 

ภาพจำเดิมๆ ที่คุ้นเคย: “ทำงานหนัก แต่ได้ผลลัพธ์ไม่คุ้มเหนื่อย”

เราอยากลองพาคุณ มองย้อนดูว่าการทำงานแบบเดิม ที่หลายองค์กรเริ่มต้นโปรเจกต์ด้วยการประเมินราคาแบบเดาทาง จากนั้นก็นำแผนงานไปวางไว้บน Excel ที่แก้ไขจนไม่รู้ว่าเวอร์ชันไหนคือล่าสุด เมื่อเริ่มทำงาน พนักงานต้องทำงานเกิน Scope แต่ไม่มีระบบบันทึกเวลาที่แม่นยำเพื่อนำไปเรียกเก็บเงิน

เมื่อพอใกล้ถึงกำหนดส่งมอบ งานก็ดันไปติดคอขวดอ โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า สุดท้ายแล้วจบโปรเจกต์ด้วยความเหน็ดเหนื่อยของทีมงาน และเมื่อฝ่ายบัญชีสรุปตัวเลขออกมาตอนปลายปี กลับพบว่าโปรเจกต์ที่ดูเหมือนจะราบรื่นนั้น “แอบซ่อนผลขาดทุนเอาไว้” โดยที่ไม่เคยรู้ตัว

หากองค์กรของคุณกำลังเผชิญกับสภาวะเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเริ่มเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการก่อนที่จะกระทบกับเวลาและกำไรของคุณในระยะยาว

ปลดล็อกการทำงาน พร้อม ยกระดับทีมสู่มาตรฐานใหม่ด้วย Odoo Project

Odoo Project ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point เหล่านี้ได้อย่างตรงจุด ด้วยการเปลี่ยน “งานเอกสารและขั้นตอนยุ่งยาก” ให้กลายเป็น “เวิร์กโฟลว์อัตโนมัติที่ตรวจสอบได้จริง” ผ่าน 3 หัวใจหลัก:

1. ยืดหยุ่นตามสไตล์คนทำงาน (Multiple Views for Every Role)

คนในทีมแต่ละฝ่ายมองงานด้วยมุมมองที่ไม่เหมือนกัน Odoo Project จึงเตรียมมุมมองที่ตอบโจทย์ทุกคนไว้ในระบบเดียว:

  • Kanban View: สาย Visual ที่ชอบความคล่องตัว ใช้ระบบ Drag & Drop ลากเปลี่ยนสถานะงานได้ง่ายเหมือนกระดาษโน้ตดิจิทัล
  • Gantt View: สายวางแผนเชิงกลยุทธ์ มองเห็นภาพรวมไทม์ไลน์ ไมล์สโตน (Milestones) และความเชื่อมโยงของแต่ละงาน (Dependencies) ได้อย่างชัดเจน
  • List View: สายคุมข้อมูลที่ต้องการความแม่นยำ จัดการข้อมูลงานทีละมากๆ (Bulk Action) ได้ง่ายและทรงพลัง

2. ดึงลูกค้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม (Client Collaboration)

หยุดการส่งอีเมลโต้ตอบซ้ำซ้อนด้วยการกำหนดสิทธิ์ให้ลูกค้าหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders) เข้ามาดูความคืบหน้า อัปโหลดเอกสาร หรือกดอนุมัติงาน (Click to Sign) ได้โดยตรงผ่านระบบ Portal ช่วยลดระยะเวลาการรอ Feedback และทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันตลอดเวลา

3. แปลง “เวลาที่ใช้” เป็น “รายได้ที่วัดผลได้” (Timesheets & Billing Integration)

ระบบบันทึกเวลา (Timesheet) ของ Odoo ไม่ได้มีไว้แค่มอนิเตอร์การทำงาน แต่ผูกตรงกับ ระบบบัญชีและการขาย ทำให้คุณสามารถแปลงชั่วโมงทำงานจริงไปเป็นใบแจ้งหนี้ (Invoice) ได้ทันทีตามสัญญาจ้าง หรือตัดงบตามไมล์สโตนได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

เชื่อมโยงทุกฝ่ายเข้าด้วยกันแบบ ไร้รอยต่อ (End-to-End Synergy)

ความเหนือกว่าที่ทำให้ Odoo Project แตกต่างจากซอฟต์แวร์จัดการงานทั่วไป คือการ Seamless Integration เข้ากับระบบบริหารธุรกิจทั้งหมดใน Odoo Ecosystem:

  • ต่อตรงกับ CRM & Sales: เมื่อฝ่ายขายปิดดีลบน Odoo CRM ระบบจะสร้าง Project และ Task ให้อัตโนมัติ พร้อมตั้งต้นงบประมาณจากใบเสนอราคาโดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ
  • เชื่อมต่อ Field Service: สำหรับงานที่ต้องลงพื้นที่จริง สามารถจ่ายงาน ออกมาตรการทำงานนอกสถานที่ พร้อมติดตามสถานะและบันทึกเวลาได้ทันที
  • วิเคราะห์ Profitability แบบ Real-time: แดชบอร์ดจะประมวลผลรายได้จากฝ่ายขาย ตัดกับต้นทุนค่าแรงจาก Timesheet และค่าใช้จ่ายจากการจัดซื้อ (Purchasing) แสดงผลกำไร-ขาดทุนของโปรเจกต์ให้ผู้บริหารเห็นแบบ Real-time

ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้ จึงไม่ใช่แค่การส่งมอบงานตรงเวลาเท่านั้น แต่คือ
“ผลกำไรที่เป็นไปตามแผนงานอย่างแท้จริง”

เริ่มต้นบริหารงานอย่างมืออาชีพ ไปกับผู้เชี่ยวชาญจาก WeOmni

การนำระบบ Project Management มาปรับใช้ในองค์กร ไม่ได้จบลงแค่การติดตั้งซอฟต์แวร์ แต่คือการ พัฒนา Culture และ Workflow ของคนในองค์กร ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก WeOmni (Odoo Strategic Partner) พร้อมเข้าไปช่วยคุณสำรวจ Pain Point ออกแบบเวิร์กโฟลว์ใหม่บน Odoo Project ที่ช่วยลดภาระงานเอกสาร และเชื่อมโยงทุกฝ่ายให้เห็นภาพเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ทุกโปรเจกต์ของคุณลดความซ้ำซ้อนที่ไม่จำเป็น ปิดได้ไว และสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน

👉 พร้อมเปลี่ยนการบริหารโปรเจกต์ให้เป็นเรื่องง่ายและได้ผลลัพธ์จริงหรือยัง? พูดคุยและรับคำปรึกษาจากทีม WeOmni ได้ที่ https://weomni.com/odoo/

เมื่อ “ยอดขาย-สต็อก-บัญชี” ไม่เชื่อมโยงกัน: ต้นทุนแฝงมหาศาลที่กำลังฉุดรั้งการเติบโตของธุรกิจ

“ทำไม Single Source of Truth ถึงเป็นเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจที่ ‘อยู่รอด’ กับธุรกิจที่ ‘Scale ได้แบบก้าวกระโดด”

ในโลกธุรกิจที่วัดกันด้วยวินาที ปัญหาใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่การ “ขาดแคลนข้อมูล” แต่คือการที่ “ข้อมูลกระจัดกระจาย” จนเชื่อมต่อกันไม่ได้ หลายองค์กรกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ฝ่ายขายปิดดีลได้ แต่การเงินไม่เห็นสถานะ ฝ่ายปฏิบัติการรอแผนการผลิต ในขณะที่ผู้บริหารต้องรอรายงานสรุปปลายสัปดาห์ถึงจะกล้าตัดสินใจ

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องไอที แต่คือ Opportunity Cost หรือต้นทุนค่าเสียโอกาสที่มองไม่เห็น เช่น ยอดขายที่ควรจะปิดได้แต่พลาดไปเพราะข้อมูลสต็อกไม่อัปเดต หรือกำไรที่รั่วไหลจากการคำนวณต้นทุนแฝงที่ล่าช้า

 

จากระบบแยกส่วน (Silo) สู่การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ

การมีระบบหลายตัวที่ “คุยกันได้” ไม่ได้หมายถึงแค่การต่อสายเชื่อมเข้าหากัน แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทุกแผนกทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกันแบบ Real-time:

  • เมื่อการขายเกิดขึ้น: ข้อมูลไหลไปที่บัญชีและคลังสินค้าในวินาทีเดียวกัน
  • เมื่อการตัดสินใจเกิดขึ้น: ผู้บริหารเปิด Dashboard ดูภาพรวมธุรกิจ ณ วินาทีนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอใครสรุปรายงาน

หลายองค์กรเข้าใจว่าแค่มี API ก็เชื่อมระบบได้แล้ว แต่ความจริงที่น่ากังวลคือ “API Sprawl” หรือการเชื่อมต่อที่สะเปะสะปะโดยไม่มี Architecture แกนกลางที่แข็งแรง สิ่งนี้จะสร้าง Technical Debt (หนี้ทางเทคนิค) มหาศาลในอนาคต ซึ่งจะทำให้การขยับตัวหรือเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีในวันหน้าทำได้ยากและแพงกว่าเดิมหลายเท่า

 

“Data Latency Trap” กับดักความเร็วที่ผู้บริหารมักมองข้าม

ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงยอมรับรายงานแบบรายสัปดาห์ไม่ได้อีกต่อไป? เพราะปัจจุบันการตัดสินใจต้องเกิดขึ้นแบบรายชั่วโมงหรือเร็วกว่านั้น

Expert Insights: กับดักสำคัญคือ “Data Latency” ข้อมูลบน Dashboard ที่ดูเหมือน Real-time อาจไม่ใช่ของจริง หาก Logic การไหลของข้อมูลหลังบ้านไม่ได้รับการออกแบบให้เป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่ต้นน้ำ ความล่าช้าเพียงไม่กี่นาทีในระบบหลังบ้านอาจส่งผลต่อการบริหารกระแสเงินสดหรือการวางแผนการผลิตที่ผิดพลาดมหาศาล

ระบบที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์จึงเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ช่วยให้องค์กรขยายตัวได้แบบ Asset-Light คือการ Scale ธุรกิจให้โตขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนคนหรือความซับซ้อนของงาน Manual ตามสัดส่วนรายได้

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่ “Software” แต่คือ “People & Process”

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Integrated Business System ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก:

  1. Finance & Operations Alignment: การทำให้ตัวเลขทางการเงินสอดคล้องกับหน้างานจริง เพื่อเห็นกระแสเงินสดที่แท้จริง
  2. Automated Procurement: การลด Human Error ในการจัดซื้อผ่านข้อมูลความต้องการสินค้าที่แม่นยำ
  3. The Human Factor: ระบบจะล้มเหลวทันทีถ้าพนักงานหน้างานรู้สึกว่าใช้งานยาก การออกแบบ Workflow & UX ที่ตอบโจทย์การทำงานจริงจึงสำคัญพอๆ กับการเขียนโปรแกรม เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะถูกบันทึกอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง

 

เป้าหมายไม่ใช่การ “เพิ่มระบบ” แต่คือการ “ลดรอยต่อ”

ในวันที่ความได้เปรียบทางการแข่งขันวัดกันที่ใคร “ตัดสินใจได้แม่นยำและเร็วกว่า” การมีระบบที่คุยกันได้ทั้งองค์กรจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่าย IT แต่คือหัวใจของการบริหารธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการ Scalability อย่างแท้จริง

ยกระดับโครงสร้างข้อมูลธุรกิจของคุณ การเปลี่ยนผ่านสู่ Single Source of Truth ต้องการพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจทั้ง Business Logic และ Technical Architecture ทีม WeOmni พร้อมนำประสบการณ์การวางระบบระดับ Enterprise และ Operational Blueprint ที่พิสูจน์แล้วมาช่วยออกแบบการเชื่อมต่อข้อมูลในองค์กรของคุณ

ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาได้เลย!

Ascend Commerce จับมือ Odoo เสริมศักยภาพองค์กรไทยด้วย Digital Platform ระดับโลก

ก้าวสำคัญของความร่วมมือ เพื่อยกระดับระบบธุรกิจสู่อนาคต

Ascend Commerce ในฐานะ Digital Solutions Company ได้เข้าร่วมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Odoo ในฐานะ Strategic Partner รายแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพการให้บริการด้าน Digital Platform และ Enterprise Solutions สำหรับองค์กรในประเทศไทยและภูมิภาค

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถ “เชื่อมต่อทุกระบบธุรกิจเข้าด้วยกัน” และเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Digital First พร้อมรองรับการเติบโตในระดับ Regional และ Global

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ดิจิทัลยุคใหม่ และภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์ม ERP ที่สามารถขยายได้อย่างยืดหยุ่น และปรับให้สอดคล้องกับข้อกำหนดท้องถิ่นได้ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Ascend Commerce ในฐานะ Strategic Partner รายแรกของ Odoo ในประเทศไทย โดยผสานแพลตฟอร์มแบบโมดูลาร์และเปิดกว้างของ Odoo เข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ Ascend ในตลาด เพื่อช่วยให้องค์กรทุกขนาดสามารถยกระดับการดำเนินงานให้ทันสมัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และด้วยความมั่นใจที่มากขึ้น”
— คุณแมตส์ ฟีเวซ • ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค APAC, Odoo

จาก Partnership สู่การสร้าง Business Impact ที่วัดผลได้

การร่วมมือระหว่าง Ascend Commerce และ Odoo ไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมต่อเทคโนโลยี แต่คือการยกระดับ “โครงสร้างการดำเนินธุรกิจ” ขององค์กร
ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญของพวกเราในด้าน Omnichannel, ERP Integration และ Automation เข้ากับแพลตฟอร์มของ Odoo องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านจาก:

  • ระบบที่แยกส่วน – สู่ระบบที่เชื่อมโยงแบบ End-to-End

  • การตัดสินใจที่ล่าช้า – สู่การตัดสินใจบนข้อมูลแบบ Real-time

  • กระบวนการ Manual – สู่ Automation ที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

  • โครงสร้างที่จำกัด – สู่ระบบที่รองรับการเติบโตระดับ Regional และ Global

“การร่วมมือกับ Odoo ถือเป็นก้าวสำคัญในภารกิจของเราที่จะเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยไปสู่ระบบดิจิทัล
ด้วยการผนวกความเชี่ยวชาญของเราเข้ากับแพลตฟอร์มที่ทรงพลังของ Odoo เรากำลังร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการทำงานระดับสากล”
— คุณสืบสกล สกลสัตยาทร • ประธาน, Ascend Commerce

เปลี่ยนความซับซ้อน ให้เป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ

หนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กร คือการมีระบบหลายชุดที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ ส่งผลให้เกิดข้อมูลที่ไม่ตรงกัน กระบวนการทำงานซ้ำซ้อน และการขาดภาพรวมของธุรกิจ

Ascend Commerce ใช้แนวคิด “Single Source of Truth” เป็นแกนหลักในการออกแบบ Digital Platform โดยเชื่อมโยงทุกระบบเข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-time และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

พวกเรามุ่งมั่นที่จะช่วยองค์กรก้าวผ่านความซับซ้อนของอุตสาหกรรมและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในประเทศไทย ผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่:

  • Manufacturing 4.0 ยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วย IoT และ Product Lifecycle Management (PLM) เพื่อเปลี่ยนโรงงานสู่ Smart Manaufacturing

  • Thai Localization แบบครบวงจร รองรับมาตรฐานบัญชีและข้อกำหนดภาษีของไทยอย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

  • AI-Driven Operations ใช้ AI เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึก (Insights) ที่แม่นยำและนำไปใช้ได้จริง

  • Industry-specific Expertise ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์ การก่อสร้าง และการค้าระหว่างประเทศ

ผลลัพธ์ที่องค์กรสามารถคาดหวังได้:

  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน (Operational Cost Reduction)

  • เพิ่มประสิทธิภาพทีม (Productivity Improvement)

  • ลดความซับซ้อนของระบบ (System Simplification)

  • เพิ่มความเร็วในการออกสู่ตลาด (Time-to-Market)

“ที่ Ascend Commerce เราเชื่อว่าระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI คือพรมแดนถัดไปของประสิทธิภาพทางธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือกับ Odoo ทำให้เราสามารถนำเสนอ ERP อัจฉริยะให้แก่ลูกค้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ในอดีตมีเพียงองค์กรระดับโลกเท่านั้นที่เข้าถึงได้”
— คุณประเทศ แสงทอง • รองประธานฝ่าย Transformation และ AI, Ascend Commerce

 

ก้าวต่อไปของ Ascend Commerce ในฐานะ Digital Transformation Partner

ความร่วมมือกับ Odoo ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Ascend Commerce ในการขยายศักยภาพสู่การเป็น Digital Transformation Partner ระดับองค์กร พวกเรามุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การเพิ่มช่องทางการขาย หรือการนำ AI และ Automation มาใช้เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กร

เป้าหมายของเราคือการช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นข้อจำกัด” ไปสู่ “แพลตฟอร์มที่เป็นเครื่องมือในการเติบโต” อย่างแท้จริง

 

เกี่ยวกับ Ascend Commerce และ Odoo

Ascend Commerce เป็นผู้ให้บริการดิจิทัลโซลูชันชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพให้แก่แบรนด์ต่าง ๆ ผ่านระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร ด้วยการผสานเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบ เราจึงสามารถส่งมอบโซลูชันที่ทรงพลัง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางดิจิทัลอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจในทุกระดับ

Odoo คือซอฟต์แวร์บริหารจัดการองค์กรแบบโอเพนซอร์สที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว โดยมีแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการมากกว่า 70 แอป และแอปเสริมอีกกว่า 66,000 รายการ โมดูลที่เชื่อมโยงกันครอบคลุมฟังก์ชันสำคัญต่างๆ ได้แก่ การบัญชี การขาย คลังสินค้า การผลิต ทรัพยากรบุคคล (HR) การตลาด และอื่นๆ เพื่อมอบประสบการณ์การจัดการดิจิทัลแบบครบวงจร

WeOmni คว้ารางวัลใหญ่ระดับประเทศ Platinum Trophy ด้าน AI ในงาน MarTech Awards 2026 ตอกย้ำความสำเร็จจากการจับมือ “Fairtex” ยกระดับประสบการณ์การตลาดดิจิทัล

วีออมนิ (WeOmni) ยูนิตบริการภายใต้ บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการดิจิทัลโซลูชั่นทางการค้าและระบบแพลตฟอร์มชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างประวัติศาสตร์ความสำเร็จครั้งสำคัญ ประกาศความภาคภูมิใจคว้าถ้วยรางวัลเกียรติยศ AI-Empower Platinum Winner (คะแนนสูงกว่า 80 คะแนน) บนเวทีระดับประเทศ Thailand’s MarTech Awards 2026 จากผลงานการพัฒนาโซลูชัน AI ล้ำสมัยร่วมกับแบรนด์อุปกรณ์กีฬามวยไทยระดับตำนานอย่าง Fairtex โดยมี คุณคริส ณัฐพล รังสียกุล (Vice President of Digital Product and Innovation) เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

งาน MarTech Awards 2026 จัดขึ้นโดย Content Shifu ร่วมกับ Hummingbirds Consulting เพื่อเชิดชูและมอบรางวัลแก่แบรนด์และ MarTech Providers ที่นำเทคโนโลยีการตลาดไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง (Impact MarTech) โดยผลงานความร่วมมือระหว่าง WeOmni และ Fairtex ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในวงการด้วยคะแนนระดับสูงในหมวด AI Empower ซึ่งมอบให้แก่แบรนด์ที่ใช้ความสามารถของ AI ในการสร้างผลกระทบทางการตลาดอย่างโดดเด่นและเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของ WeOmni ในการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาปลดล็อกศักยภาพของข้อมูล (Data) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้า Fairtex ผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่:

  • Hyper-Personalization: การนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อส่งมอบเนื้อหา โปรโมชัน และสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคลได้แบบ Real-time
  • Marketing ROI Optimization: การเพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดออนไลน์ให้คุ้มค่าสูงสุด ด้วยการคาดการณ์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

รางวัลในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Fairtex ในฐานะแบรนด์ระดับตำนานที่ไม่หยุดนิ่งในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ แต่ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน AI-powered Commerce Tech ของ WeOmni ที่พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ MarTech ไทยอย่างแท้จริง

เกี่ยวกับ WeOmni วีออมนิ (WeOmni) แบรนด์ภายใต้ แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ กรุ๊ป (Ascend Commerce Group) เป็นผู้ให้บริการด้านการพัฒนาระบบอย่างครบวงจร (End-to-End Digital Solutions) ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน eCommerce (B2B และ B2C) และเทคโนโลยีเฉพาะทาง โดยมุ่งเน้นการส่งมอบ 4 โซลูชันหลัก ได้แก่ Custom Software Development, Tech Staff Augmentation, Cloud Smart Services และ Point of Sale (POS) เพื่อขับเคลื่อน Business Transformation ให้แก่องค์กรชั้นนำ

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา