WeOmni

Serverless vs. Containers: เจาะลึกสองแนวทางระบบคลาวด์สมัยใหม่

คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud computing) ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลากรูปแบบ โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักๆ คือ ไร้เซิร์ฟเวอร์ (Serverless) และคอนเทนเนอร์ (Containers) ซึ่งทั้งคู่มีข้อดีที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักพัฒนาและธุรกิจในการตัดสินใจเลือกประเภทของ Service ให้เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งาน ดังนั้นบทความนี้จะช่วยเจาะลึกไปถึงข้อแตกต่าง จุดเด่น และการนำไปใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ปูพื้นฐานกันก่อน

Serverless: แม้จะแปลกันตรงๆ ว่า “ไร้เซิร์ฟเวอร์” แต่ Serverless ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีเซิร์ฟเวอร์ เพียงแต่ว่างานระบบที่เกี่ยวกับการงานของตัวเซิร์ฟเวอร์นั้น จะถูกแยกออกจากฝั่ง Developer ออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยผู้ให้บริการระบบคลาวด์จะดูแลรับผิดชอบงานด้านระบบเซิร์ฟเวอร์ให้เอง ส่วน Developer นั้นจะโฟกัสไปที่เพียงเรื่องการพัฒนา Application ช่วยลดโหลดงานและความผิดพลาดในการจัดการเซิร์ฟเวอร์ลงได้

Containers: ให้นึกภาพว่า Application หรือ Services ของเราถูกบรรจุอยู่ในกล่องตู้คอนเทนเนอร์เล็กๆ ที่ในกล่องนั้นมีสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบอันจำเป็น (Dependency) พร้อมใช้งานร่วมกับกับระบบปฎิบัติการต่างๆได้อย่างลงตัว

ข้อดีและข้อเสียของแต่ละรูปแบบ

Serverless

ข้อดี:

– ปรับการใช้งาน Server อัตโนมัติ (Auto-scaling): เพื่อให้รองรับ Load ตามฟังก์ชันงานที่เกิดขึ้นจริงโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปปรับเปลี่ยนการตั้งค่าด้วยตนเองตลอดเวลา

– ประหยัดต้นทุน (Cost-efficiency): จ่ายค่าฮาร์ดแวร์เฉพาะเท่าที่ใช้งานจริง ซึ่งมักคำนวณจากเวลา Execution ตัวงานต่อมิลลิวินาที

– ไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง (No server management): Developer มุ่งเน้นไปที่การโค้ดดิ้งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานหรืองานฮาร์ดแวร์ของฝั่งเซิร์ฟเวอร์

ข้อด้อย: 

– ความหน่วงในการเรียกใช้งาน (Cold start): อาจเกิดความล่าช้าเมื่อเรียกใช้ฟังก์ชันเมื่อไม่ได้ใช้งานชุดข้อมูลนี้ในระยะหนึ่ง ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบงานที่ต้องการตอบสนองอย่างฉับไว

– การปรับแต่งที่จำกัด (Limited customization): มีอิสระในการปรับแต่งสภาพแวดล้อมรันไทม์น้อยกว่าเมื่อเทียบกับคอนเทนเนอร์

– เวลาในการ Execution: โดยทั่วไปแล้ว แต่ละฟังก์ชันงานจะถูกกำหนดค่าเวลาสูงสุดในการ Execution จึงไม่เหมาะสำหรับฟังก์ชันที่ต้องรันต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ

Containers

ข้อดี:

– ความสม่ำเสมอตลอดการรัน (Consistency): มั่นใจได้ว่าซอฟต์แวร์จะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่ว่าคอนเทนเนอร์นั้นกำลังถูก Deploying อยู่ที่ใดก็ตาม

– ไมโครเซอร์วิส (Microservices): คอนเทนเนอร์โดดเด่นในสถาปัตยกรรมไมโครเซอร์วิส (Microservice) ที่ออกแบบให้แต่ละ Services แยกจากกันและสามารถจัดการได้โดยไม่กระทบการทำงาน Services อื่นๆ 

– ความยืดหยุ่น (Flexibility): รองรับสภาพแวดล้อมต่างๆ มากกว่าเมื่อเทียบกับแบบ Serverless

ข้อด้อย:

– ความซับซ้อนในการจัดการ (Complexity): หลักการทำงานของคอนเทนเนอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบขนาดใหญ่ มักจะมีความซับซ้อนในการจัดการมากกว่า Serverless

– ค่าใช้จ่ายสูง (Overhead): คอนเทนเนอร์ต้องการทรัพยากรสูง เพื่อการทำงานอย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับระบบที่ไม่ได้ถูกปรับแต่งมาให้เหมาะสม (Optimized)

ลักษณะการใช้งานแต่ละรูปแบบ

พิจารณาจากสถานการณ์ของธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ก็จะได้ลักษณะการใช้งานประมาณนี้

Serverless: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำงานที่มีการเรียกใช้เป็นระยะๆ ไม่ต่อเนื่อง เช่น เมื่อผู้ใช้ทำการสั่งซื้อสินค้า ฟังก์ชันบน Serverless อาจถูกเขียนเพื่อใช้งานปรับจำนวนสินค้าในสต็อก การส่งอีเมลเพื่อยืนยัน หรือการส่งต่อคำสั่งซื้อให้ฝั่งโลจิสติกส์รับช่วงต่อ เป็นต้น

Containers: เว็บไซต์หลักในปัจจุบันมักมี Microservices หลายตัวแยกกันทำงาน ซึ่งรองรับการใช้งานแบบ Containers ได้ เช่น การจัดการผู้ใช้ (Users) ระบบแค็ตตาล็อกผลิตภัณฑ์ และเกตเวย์การชำระเงิน เพื่อมั่นใจได้ว่าจะระบบหน้าบ้านจะยังเสถียรภาพตลอดเวลา แม้หลังบ้านมีการ พัฒนา ทดสอบ และนำขึ้นใช้งานอยู่ (development, testing, production)

แล้วถ้านำทั้งสองรูปแบบใช้ร่วมกัน

ในทางปฏิบัติแล้ว หลายธุรกิจจะได้ประโยชน์จากการนำ Cloud computing ทั้งสองมาผสมผสานกันอย่างมาก เช่น 

– ใช้ Serverless สำหรับรูปแบบงานที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง มีการเรียกใช้เป็นบางครั้งคราว (Event-driven) หรือรูปแบบงานที่คาดเดาลักษณะโหลดใช้งานได้ยาก

– นำ Containers มาใช้สำหรับแอปพลิเคชันที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สามารถควบคุมได้ มีกระบวนการรันที่นาน หรือการประสานงานระหว่าง Microservice ย่อยหลาย ๆ ส่วนร่วมกัน 

สรุป

Serverless และ Containers ต่างก็มีประสิทธิภาพและจุดเด่นที่ตอบสนองความต้องการและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แม้ว่า Serverless จะตัดความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานออกไป แต่ Containers ก็โดดเด่นด้วยความสม่ำเสมอและการสอดคล้องของสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครเทียบได้ เมื่อเข้าใจจุดแข็งและข้อจำกัดของทั้งคู่แล้ว Developer และผู้ประกอบการจะสามารถใช้ประโยชน์ของแต่ละระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่การทั้งสองระบบควบคู่กันได้เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีที่สุด

หากคุณกำลังตัดสินใจเลือกดูรูปแบบของคลาวด์ไปใช้งานจริง เราแนะนำว่าไม่ควรเจาะจงเลือกการใช้งานในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมากกว่าอีกแบบ แต่ควรเข้าใจลักษณะการทำงานของแต่ละรูปแบบและนำเอาจุดแข็งของแต่ละรูปแบบไปใช้งานให้ดีที่สุด

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

WeOmni ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ Techsauce Global Summit 2023 งานประชุมด้านเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พวกเรา WeOmni ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ Techsauce Global Summit 2023 โดยงานนี้นอกจากจะมี Solution ทางเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ปัญหาสำหรับธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงระดับ Enterprise ในรูปแบบ End-to-End eCommerce Solution แล้ว เรายังพาทีมงานเฉพาะทางที่พร้อมให้คำปรึกษาปัญหาธุรกิจเฉพาะด้านได้ทันทีภายในงาน ทั้ง Business Consultants, PO และ Engineers ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ ที่มี Solution ดีๆ ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ ต่อยอดความสำเร็จของธุรกิจอย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน มาหาทางออกทางธุรกิจไปด้วยกันได้ที่

Booth No. M4 Exhibition Hall 3 – 4, ชั้น G ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันที่ 16 – 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 9:00 – 18:00 น.

#WeOmni #TechsauceGlobalSummit #TSGS2023 #TechSolution #StartupThailand

ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนา App ด้วย Cross Platform “Flutter”

Mobile App หนึ่งในสิ่งสำคัญของธุรกิจยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากจะสร้างความสะดวกสบายในการเข้าถึงบริการของธุรกิจแล้ว ยังใช้สื่อสารและบ่งบอกตัวตนของบริษัทผ่าน Application แต่ด้วย Operating System ยอดนิยมในปัจจุบันที่มีทั้ง iOS และ Android ในตลาด ใช้ภาษาในการพัฒนาที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดข้อจำกัดทางด้าน Skill Set และระยะเวลาในการพัฒนา เป็นไปได้ยากด้วยข้อจำกัดที่กล่าวมา ดังนั้นการเข้ามาของ Cross Platform Coding ที่ Tech Team ของ WeOmni เชี่ยวชาญอย่าง Google Flutter นั้น จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการพัฒนา Mobile App ของทั้ง 2 Platform ให้เกิดขึ้นและสำเร็จได้ด้วยการ Coding ในที่เดียวด้วยข้อดีต่อไปนี้

  1. Coding ที่เดียวใช้ได้ทุกระบบ
    ประหยัดเวลาในการพัฒนาด้วยการ Coding บน Flutter ที่เป็น Framework กลางในการพัฒนา App ข้ามแพลตฟอร์ม ที่สามารถปรับแต่ง Code ให้ใช้งานได้กับแพลตฟอร์มที่ต่างกันได้เต็มประสิทธิภาพ รองรับเข้ากันได้ทั้ง iOS และ Android ทำให้ผลักดัน Application ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  2. ประหยัดเวลาในการพัฒนา
    พัฒนา App ที่ Framework หลักที่เดียว แต่สามารถปรับ Coding เพียงเล็กน้อยเพื่อให้รองรับเข้ากันได้ทั้ง iOS และ Android ทำให้ผลักดัน Application ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  3. ลดต้นทุนในการพัฒนา
    ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางตรงอย่างค่าจ้าง Developer หรือทางอ้อมอย่างค่าเสียเวลาและค่าเสียโอกาส ก็ลดต่ำลงได้ด้วยการพัฒนาระบบเพียงครั้งเดียวบน Framework กลางของ Flutter
  4. ต่อยอดสู่ Platform อื่นได้ง่าย
    Google Flutter นั้นถูกออกแบบมาให้เป็น Multi-Platform ที่นอกเหนือจาก Mobile Platform อย่าง iOS และ Android แล้ว Platform อื่นๆอย่าง Windows, Mac OS, Web OS หรือแม้กระทั่ง Linux ก็สามารถพัฒนาต่อยอดจาก Flutter ได้อย่างลงตัว

ด้วยข้อดีทั้งหมดที่กล่าวมานี้ Cross Platform Coding จึงเป็นวิวัฒนการทางด้าน Coding ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านการประหยัดต้นทุน, เวลา และ Skill Set ในการพัฒนา Mobile App หลากหลาย Platform รวมไปถึงการต่อยอดไปสู่ Platform อื่นๆที่สามารถทำได้ด้วยการปรับ Coding เพียงเล็กน้อย ซึ่ง WeOmni คือหนึ่งในบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Cross Platform Coding ที่มีประสบการณ์และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในความสำเร็จจาก Mobile Application ของธุรกิจขนาดใหญ่มากมาย เช่น Lotus’s Smart App ที่มียอด Download สูงถึง 6 ล้าน Download, True Smart Merchant ที่มียอด Merchant เข้ามาใช้งานกว่า 5 แสน User ในระบบ รวมถึง Altervim ซึ่งเป็น Application ชาร์จรถด้วยพลังงานไฟฟ้าที่มียอด Download กว่า 3,000 User ภายใน 1 เดือนแรก โดยไม่พบปัญหาในการใช้งาน Application แม้แต่รายเดียว ให้ WeOmni เป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้าอย่าง มั่นคง รวดเร็ว และยั่งยืน

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

บริการ End-to-End Cloud Consulting ครบวงจรด้าน Cloud Services

WeOmni ให้บริการ End-to-End Cloud Consulting ที่จะช่วยให้บริษัทคุณใช้งาน Cloud Services ได้อย่างมีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การ ตรวจสอบ ประเมิน ให้คำปรึกษา และปรับแต่ง เพื่อมอบประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้งาน ใน Budget ที่คุ้มค่ากับการใช้งานจริง

ทีม DevOps ที่พร้อมตรวจสอบและประเมินระบบ (Audit and Consulting) ไม่ว่าจะเป็นระบบ On Premise หรือ On Cloud สำหรับ Infrastructure เดิมที่อยู่เพื่อให้การใช้งานราบรื่นที่สุด และยังมาพร้อมกับ Solution ในการตรวจดูและปรับปรุง (Monitoring and Optimization) ลดปัญหา Performance Drop และ Cost Leakage ของ Server ที่มากเกินความจำเป็นได้ ด้วยประสบการณ์ในการ Optimize Cloud Server ให้กับบริษัทชั้นนำมากมายที่สามารถช่วยลด Cost ได้กว่า 30% และการใช้งานระบบ Auto Scaling ที่พร้อมปรับเปลี่ยน Performace ในการทำงาน ให้เหมาะกับการใช้งานของลูกค้าแบบอัตโนมัติ และรองรับสำหรับการขยายตัวของฟีเจอร์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วย effort เพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย

รองรับการทำงานร่วมกับ Cloud ชั้นนำหลากหลายบริการ ทั้ง AWS, Azure, GCP, True IDC ฯลฯ ก็พร้อมให้คำปรึกษาทั้งในรูปแบบ Project ชั่วคราวและบริการดูแลระบบอย่างครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบระบบไปจนถึงการดูแลระบบและการให้บริการหลังการขาย ให้ WeOmni เป็น Partner Solution ของคุณได้ทันที !

ขอรับคำปรึกษาฟรี คลิก

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

สร้างช่องทางออนไลน์ให้ธุรกิจและคู่ค้าของคุณ ด้วย WeOmni

ในสถานการณ์ที่ eCommerce เป็นหนึ่งในทิศทางหลักในอนาคตสำหรับธุรกิจปัจจุบัน แต่ธุรกิจ Offline บางประเภทที่เคยใช้คู่ค้าเป็นเครือข่ายในการขายสินค้าในอดีตนั้น ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ eCommerce แบบเต็มตัวได้ เพราะการที่ Brand ก้าวขึ้นมาเล่น eCommerce ด้วยตัวเองก็จะสร้างผลกระทบในวงกว้างกับคู่ค้า Offline เก่าๆ ในช่องทางเดิมที่มีอยู่ แต่ด้วยเทรนด์ของตลาดปัจจุบันที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ การที่จะติดอยู่กับช่องทางแบบ Offline เดิมๆก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่การก้าวข้ามไป eCommerce ก็จะเกิดปัญหากับคู่ค้าในช่องทางเดิมอีก จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตและอนาคตของบริษัท

WeOmni partner ด้าน eCommerce Solution ขอเสนอทางออกสำหรับปัญหานี้ ที่ตอบโจทย์ทั้งกับคู่ค้าเดิมและการก้าวข้ามไปสู่ eCommerce สำหรับ Brand ธุรกิจ ด้วยการผลักดันและรวมรวบร้านค้า Offline ที่เป็นคู่ค้าทางธุรกิจอยู่นั้น ให้ขึ้นมาเป็นตัวเลือกในการสั่งซื้อสินค้าและรับสินค้าที่หน้าร้าน Offline โดยมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกในการทำงานและง่ายต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบและขั้นตอนการทำงานของหน้าร้าน Offline ให้น้อยที่สุด และยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของการซื้อขายแบบเดิมในอดีตเพื่อที่เน้นเรื่องปฎิสัมพันธ์ของผู้ขายและลูกค้า อีกทั้งยังลดปัญหาการแข่งขันด้านราคาด้วยการนำเอาเทคโนโลยี Location-Based มาใช้เพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นและสั่งซื้อสินค้าได้จากร้านค้าในละแวกพื้นที่อยู่ ซึ่งการมี Brand Website eCommerce นี้นอกจากจะสร้างความเติบโตทางธุรกิจ eCommerce ได้แล้ว ยังสามารถสื่อสารและนำเสนอโปรโมชั่นให้กับ End User ได้อย่างชัดเจนและรวดเร็วเพื่อการเติบโตที่ก้าวกระโดดของภาพรวมทั้งธุรกิจอย่างยั่งยืน

WeOmni ผู้นำด้าน One Stop Service Solution สำหรับ eCommerce ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการพัฒนาระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ ให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่มากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านของแต่ละธุรกิจ เช่นการทำ Location-based เพื่อจำกัดการเข้าถึงร้านค้าตามพื้นที่ให้บริการเพื่อแก้ปัญหาให้กับธุรกิจที่ใช้เครือข่าย Offline และฟีเจอร์อื่นๆที่ออกแบบให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจคุณได้ หากธุรกิจยังติดปัญหาด้าน eCommerce ให้ WeOmni ช่วยให้ธุรกิจคุณก้าวข้ามปัญหาที่มีอยู่ พร้อมให้คำปรึกษาได้ทันที !

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

รวมการจัดการสินค้าทุกแพลตฟอร์มไว้ที่เดียวด้วย WeOMS – Centralized Platform

ถ้า eCommerce ของธุรกิจคุณนั้นเต็มไปด้วยสารพันปัญหาหลังบ้านที่ยังต้อง Manual มืออยู่ทุกแพลตฟอร์ม ทำให้เสียเวลาไปกับการทำงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ มากกว่าการโฟกัสไปที่การให้บริการลูกค้า สร้างความสับสนและส่งผลถึงความเสียหายในการจัดการออร์เดอร์ที่ผิดพลาด เสียโอกาสในการขายเนื่องจากสต๊อคที่หมดลงในบางแพลตฟอร์ม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบถึงประสบการณ์ในการซื้อสินค้าที่ลูกค้าจะได้รับ ให้ WeOMS เป็น Solution ที่ช่วย จัดการสินค้า, สต๊อก และคำสั่งซื้อสินค้า ของทุกแพลตฟอร์มไว้ในที่เดียว

  • จัดการสินค้าในทุกแพลตฟอร์มผ่านศูนย์กลางที่เดียว
    ลดภาระงานของแอดมินที่จะต้อง ปรับเปลี่ยนชื่อสินค้า, รูปสินค้า, แก้ไขราคา  ที่ต้องทำขั้นตอนเดียวกันซ้ำ ๆ กับสินค้าชิ้นเดียว ในหลังบ้านให้กับแพลตฟอร์ม eCommerce หลากหลายเจ้า ด้วย WeOMS จะรวบภาระการจัดการสินค้าเป็นก้อนเดียวกัน กระจายไปยังทุกแพลตฟอร์มที่ท่านจำหน่าย ไม่ว่าจะกี่ช่องทางก็ตามที 
  • แชร์สต๊อกกลางก้อนเดียว กับทุกแพลตฟอร์ม eCommerce
    ถ้าทำปริมาณสต๊อกด้วยมือ งานของแอดมินที่จะต้องเข้าไปดูและจดเลขลง Spreadsheet หลากแพลตฟอร์ม ซึ่งเสียเวลาอย่างมากและเสี่ยงขาดโอกาสการขายกรณีสินค้าบางช่องทางหมด แม้ในคลังรวมยังมีของอยู่ ถ้าใช้ WeOMS ระบบจะเข้าไปดูและอัปเดต Realtime จากทุกแพลตฟอร์ม eCommerce อัตโนมัติ เห็นข้อมูลและปรับให้ตรงกันหรือเกลี่ยปริมาณสต๊อกให้โดยอัตโนมัติ จัดการสต๊อกที่เดียวจบ
  • รวมคำสั่งซื้อทุกช่องทางเข้ามาเป็นแหล่งข้อมูลเดียว
    ด้วยข้อดีจาก WeOMS ในการเข้าถึงแพลตฟอร์ม eCommerce หลายช่องทางในระบบเดียว ช่วยคุณในการดูภาพรวมของออร์เดอร์ในธุรกิจของคุณได้อย่างครบถ้วน สะดวกต่อการจัดการออร์เดอร์ต่อ ไม่ต้องเสียเวลาไปรวบรวมทีละช่องทางอีกต่อไป
  • รองรับคำสั่งซื้อปริมาณมาก ไม่สะดุดแม้ช่วงพีค
    ไม่ถูกจำกัดปริมาณออร์เดอร์ต่อเดือนเหมือนโซลูชั่นของบางผู้ผลิต เพราะ WeOMS ผ่านการทดสอบในด้านความเสถียรเมื่อเจอคำสั่งซื้อจำนวนมากๆ ให้ความมั่นใจว่าการขายจะไม่สะดุดโดยเฉพาะในอีเว้นต์พิเศษอย่าง Double Digi และ Flash Sale 
  • รองรับการเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ eCommerce เดิมที่มีอยู่แล้วหรือที่กำลังจะเกิดขึ้น
    นอกจากการรองรับการขายสินค้าผ่านช่องทางอันเป็นนิยมอย่าง Lazada, Shopee, TikTok Shop เรายังสามารถออกแบบการเชื่อมต่อเข้ากับเว็บไซต์ eCommerce เดิมที่ท่านมีอยู่ หรือที่ท่านกำลังจะสร้างในอนาคตได้อีกทางหนึ่ง ให้ธุรกิจท่านไม่พลาดทุกโอกาสการขาย
  • พร้อมใช้งานร่วมกับระบบโลจิสติกชั้นนำ เช่น Aden
    จัดการออร์เดอร์อย่างครบวงจร พร้อมตรวจสอบสถานะได้แบบ Realtime พร้อมใช้งานร่วมกับระบบโลจิสติกและ Fulfillment ชั้นนำ เช่น Aden เพื่อรวมศูนย์กลางการจัดการออร์เดอร์ทั้งระบบเข้าไว้ใน Service เดียว ตั้งแต่ลูกค้ากดสั่งสินค้าไปจนถึงการจัดส่งถึงมือลูกค้า
  • ปรับเพิ่มจำนวนสต๊อกสินค้าอัตโนมัติเมื่อมีการรับสินค้าจริงเข้าคลังสินค้าได้ทันที
    สำหรับลูกค้าที่งานระบบร่วมกับระบบโลจิสติกชั้นนำ เช่น Aden ระบบ WeOMS สามารถอัปเดตยอดคลังสินค้าเข้าอัตโนมัติ ถ้ามีการรับเข้าสินค้าของร้านท่านฝากไว้ในคลัง โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องปรับตัวเลขด้วยตนเองก่อนสินค้าจะถึงมือคลัง หรือรอทางคลังตอบรับว่าได้สินค้าฝากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลดกระบวนการไปอีกหนึ่งขั้น

ทั้งนี้ระบบจัดการออร์เดอร์และสต๊อกสินค้า WeOMS เป็นส่วนหนึ่งของ WeOmni ผู้นำด้าน One Stop Solution สำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในทุกกลุ่มธุรกิจ ที่มีประสบการณ์ในพัฒนาระบบให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่มากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของแต่ละธุรกิจ 

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

รู้หรือไม่…! กลุ่มธุรกิจที่เติมโตบน eCommerce มากที่สุดในปี 2022 คือกลุ่มธุรกิจประกัน

อาจจะเป็นผลลัพธ์จากการสำรวจที่ค่อนข้างจะเซอร์ไพรส์สำหรับใครหลายคน ที่กลุ่มธุรกิจประกันกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตใน eCommerce สูงที่สุดในปี 2022 แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าสำหรับธุรกิจ eCommerce แล้ว หากคุณมี Platform ที่ดี ใช้งานง่าย เสถียร และมีความน่าเชื่อถือ ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและสร้างยอดขายที่ส่งผลถึงการเติบโตของกลุ่มธุรกิจจนกลายเป็นธุรกิจที่ก้าวขึ้นมาเป็นขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ในปีที่ผ่านมา

eCommerce จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับการขายของออนไลน์ที่ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการ ก็สามารถต่อยอดความสำเร็จบนธุรกิจออนไลน์ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุก Platform จะมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์และเหมาะสำหรับการขายสินค้าหรือบริการที่เฉพาะด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มธุรกิจที่เน้นไปที่ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของธุรกิจอย่างกลุ่มประกัน หรือการขายคอร์สเรียนที่ไม่ได้จัดส่งเป็นตัวสินค้าแต่เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์เว็ปไซต์ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจและเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อตัวสินค้าหรือบริการของภาคธุรกิจ

WeOmni eCommerce Platform Solution ครบวงจรแบบพร้อมใช้งาน พร้อมทีมงานที่สามารถพัฒนาฟีเจอร์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของแต่ละธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นสินค้าหรือบริการ ทีมงานเราก็พร้อมที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณและสร้างความแตกต่างให้เกิดข้อได้เปรียบทางธุรกิจได้ทันที

 

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

WeOmni แบรนด์ภายใต้ Ascend Commerce จัดสัมมนาในหัวข้อ “eCommerce 2023 Trends: How to grow your online business and Leverage Big Data”

Ascend Commerce จัดสัมมนาในหัวข้อ “eCommerce 2023 Trends: How to grow your online business and Leverage Big Data” เพื่ออัปเดตเทรนด์ตลาดอีคอมเมิร์ซ และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างถูกทางด้วยการใช้ Big Data โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้าองค์กรและพาร์ทเนอร์ ให้ก้าวทันเทรนด์ เป็นผู้นำในสมรภูมิการแข่งขันของตลาดอีคอมเมิร์ซในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 ณ  ห้อง Classroom 1 อาคาร True Digital Park West 

ซึ่งในงานได้มีหลากหลายข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมมากมาย โดยสามารถสรุปออกมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจได้ดังนี้

1. Solution Partner

Pain Point ในตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ ทั้งเรื่องส่วนแบ่ง GP จาก การขายสินค้าผ่าน Platform ชื่อดัง, ขาดระบบการจัดการด้านการขายที่ดี และขาดฟีเจอร์ที่จะชูเอาจุดเด่นของธุรกิจมาต่อยอด ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างความแตกต่างและเติบโตบนตลาดอีคอมเมิร์ซได้ดีเท่าที่ควร ซึ่งแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ผู้เป็น Solution Partner ในรูปแบบ One Stop Service นั้นมี Solution พร้อมใช้งานที่ตอบโจทย์และสามารถปรับเปลี่ยนให้ตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจได้ทุกรูปแบบ และรองรับการสเกลเพิ่มขนาดของระบบได้ในอนาคต ผ่านโซลูชั่น 3 รูปแบบ คือ 

  • Tech outsourcing
    ให้บริการผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์งานด้านอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจร ในรูปแบบโปรเจกต์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงพร้อมใช้งาน หรือในรูปแบบทีมงานทางเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลืองานเฉพาะทาง
  • Software as a Service
    แพ็กเกจซอฟต์แวร์สำเร็จรูปพร้อมใช้ เริ่มต้นมีแบรนด์อีคอมเมิร์ซเว็บไซต์ได้ทันที รองรับการปรับแต่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความง่ายดายต่อการใช้งาน มีทั้งระบบหน้าร้านและหลังร้านให้เลือกใช้บริการตามความต้องการ
  • Point Of Sale
    ผู้ช่วยจัดการร้านค้าและซอฟต์แวร์อัฉริยะ พร้อมใช้งาน ให้การจัดการร้านค้าเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าคุณจะมีกี่สาขา กี่รายการสินค้า ก็พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ มีแพ็กเกจหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้งานตามขนาดของธุรกิจ

2. Marketing

แชร์ 3 กลยุทธ์หลักที่ผลักดันให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างก้าวกระโดดและโดดเด่นในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซบนแพลตฟอร์มต่างๆ ด้วยเทคนิคทางการตลาดที่ดี สร้างความแตกต่างเชิงบวก ประกอบไปด้วย

  • การออกแบบหน้าร้านและภาพประกอบสินค้าต้องชัดเจน
    สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าดึงดูดใจสำหรับผู้ซื้อ ทั้งการใช้สี ภาพประกอบ และข้อมูลสินค้า แทรกลงไปในภาพแรกให้ชัดเจน ช่วยดึงดูดลูกค้า สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มความแตกต่างให้ร้านค้าได้
  • สร้างโปรโมชั่นให้มีประสิทธิภาพ ควรเข้าร่วม Platform แคมเปญ เช่น Double-Digit หรือ Flash Sale อยู่เสมอเพื่อสร้าง Brand Awareness ต่อผู้ใช้งาน แต่ก็ควรทำร่วมกับโปรโมชั่นช่องทางอื่นที่ให้ผลลัพธ์ที่สูงในการลงทุกที่ต่ำกว่า อย่าง Google Performance Max ที่แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ได้ช่วย Lotus’s ในการลงโฆษณาผ่านช่องทางนี้เป็นรายแรกในไทย ที่ใช้ CPC (Cost-per-Click) ลดลงถึง 50% แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม
  • Ads & Affiliate: KOL และ Affiliate ตัวช่วยอย่างก้าวกระโดด
    การตลาดในปัจจุบันไม่ได้ผลเพียงแค่ฝั่งผู้ผลิต-ผู้จัดจำหน่าย เพียวอย่างเดียวเสมอไปแล้ว เพราะลูกค้ามองหาความเห็นจากหลายช่องทางมากขึ้น เสาะหาข้อมูลประกอบมากขึ้น การมีผู้ช่วยในการทำการตลาดอย่าง KOL (Key Opinion Leader) และการเปิดทางให้ผู้อื่นช่วยบอกเล่าสินค้าผ่าน Affiliate Marketing ทั้งสองช่องทางที่เข้าถึงลูกค้าอย่างเป็นกันเองและน่าเชื่อถือ 

นอกจากนี้ Time-base Marketing ซึ่งเป็นการนำเอาเทรนด์การใช้งาน Social Media ในช่วงเวลาต่างๆ มาใช้คาดการณ์การประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกัน เช่น ใช้การโปรโมทเนื้อความเบาๆ ในช่วงเช้า เนื้อหาเรียกความสนใจในช่วงกลางวัน ก็ช่วยผลักดันให้การตลาดบนอีคอมเมิรซนั้นประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นด้วย

3. BI (Business Intelligence)

ในยุค Big Data ที่มีข้อมูลมหาศาลผุดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในทุกวินาที การนำเอาข้อมูลมาจับคู่กับสินค้า, ลูกค้า จะช่วยตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่นที่ Ascend Commerce ได้ช่วย Lotus’s ในการสต๊อกสินค้าที่สาขาของภูมิภาค โดยนำข้อมูลที่ได้จากแต่ละสาขามาเชื่อมต่อเป็นระบบอัตโนมัติเข้าส่วนกลาง แล้วกางออกมาเป็น Dashboard ภาพใหญ่ที่ชัดเจนและนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ง่าย ซึ่งแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ได้ต่อยอดพัฒนา Tools และ Analytics ที่แสดง Performance ของร้านค้าออนไลน์แต่ละ Platform รวบรวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลในภาคธุรกิจอื่นๆที่ต้องการนำเครื่องมือนี้ไปใช้

4. Centralized Platform

ต่อเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมา การทำการตลาดและค้าขายในปัจจุบันจึงเน้นออกไปหลายช่องทาง (Omnichannel) ซึ่งตามมาด้วย Operation ที่แบ่งแยกการจัดการออกจากกันในแต่ละช่องทาง ดังนั้นการจัดการแบบรวมศูนย์ที่ระบบเดียว จึงช่วยลดความสับสนและปัญหาของ Operation เหล่านี้ลงได้

  • ลิงค์ทุก Platform เข้าด้วยกัน: ซึ่งบริการของเราครอบคลุมตั้งแต่ระบบการจัดการคำสั่งซื้อ (OMS) การจัดส่ง (Logistic) ไปจนถึงการทำรายงาน (Report) เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ต่อยอดทางการตลาดได้อย่างตรงจุด อีกทั้งยังรองรับการกระจายสินค้าไปขายผ่าน Platform ออนไลน์หลากหลายเจ้า โดยใช้ชุดข้อมูลและปริมาณสต๊อกจากศูนย์รวมที่เดียว
  • ลดการทำงานซ้ำซ้อน: ลดขั้นตอนการทำงาน และความผิดพลาดจากการทำงานซ้ำซ้อนในแต่ละ Platform ด้วยการใช้ข้อมูลชุดเดียวได้ในทุกช่องทางการค้า เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบและแก้ไข
  • ทีมจัดการโลจิสติกส์เป็นหนึ่งเดียว: WeOmni มีทีม fulfillment ที่เชื่อมโยงระบบเดียวกันอย่างลื่นไหล ลดข้อผิดพลาด หรือออเดอร์ตกหล่น

Ascend Commerce ต้องขอขอบคุณผู้ร่วมงานทุกท่านที่ได้มาร่วมกันอัปเดตเทรนด์ตลาดอีคอมเมิร์ซ และได้เปิดโอกาสในการนำเสนอโซลูชั่น รวมถึงการใช้โอกาสนี้เป็นพื้นที่ในการปรึกษาสอบถามความสงสัยต่าง ๆ ในรูปแบบ Face to Face โดยแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ ยังเปิดโอกาสให้ทุกท่าน แม้จะไม่ได้เข้าร่วมสัมนาครั้งนี้ สอบถามวิธีทางหรือโซลูชั่นทางอีคอมเมิร์ซได้ผ่านทาง   >> คลิกที่นี่ << โดยจะมีทีมงานติดต่อท่านกลับอย่างรวดเร็วที่สุด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะมีโอกาสได้เป็นพาร์ทเนอร์กันในอนาคตต่อไป

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

3 ปัญหายอดฮิต ที่ผู้ประกอบการ eCommerce มือใหม่ต้องเจอ !!!

3 ปัญหายอดฮิต ที่ผู้ประกอบการ ธุรกิจ e-commerce มือใหม่ต้องพบในธุรกิจ online ได้แก่
1️⃣ 1️⃣ 1️⃣ ออร์เดอร์หาย สต็อกขาด จัดส่งช้า เช็คยอดไม่ได้
Solution : ที่ WeOmni เรารวมทุกการจัดการไว้ง่ายๆ ในที่เดียว


2️⃣ 2️⃣ 2️⃣  ไม่มีผู้ให้บริการที่ครบวงจร
Solution : ด้วยทีมงานประสบการณ์สูงของเรา ที่พร้อมดูแลคุณตั้งแต่ให้คำปรึกษา พัฒนาระบบ ดำเนินงาน ไปจนถึงการบำรุงรักษา ครบจบในที่เดียว


3️⃣ 3️⃣ 3️⃣ อยากปรับแต่งระบบให้เข้ากับธุรกิจ
Solution : เราเข้าใจในธุรกิจ B2B และ B2C ด้วยทีมผู้เขี่ยวชาญในระบบ eCommerce ตัวจริง ที่สามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับลักษณะของธุรกิจนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี


……………………………….
👉 WeOmni พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่อยู่เคียงข้างทุกการเติบโตทางธุรกิจด้วย 3 บริการหลักของเรา
Tech Solution & Outsourcing ที่พร้อมให้บริการเป็น One Stop Service ด้าน Tech Solution
👉 eCommerce Platform ให้บริการ Platform Online พร้อมใช้งานสำหรับการสร้าง เว็บไซต์ eCommerce (Branding Website) ในแบบของคุณเอง ตอบทุกความต้องการทางธุรกิจ
👉 Point of Sale (POS) ผู้ช่วยจัดการร้านค้าทันสมัย สำหรับธุรกิจทุกรูปแบบ ตั้งแต่ธุรกิจ Offline ไปจนถึง Online ทุกประภท ช่วยให้การบริหารร้านค้าของคุณง่ายขึ้นกว่าเดิม

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา