WeOmni

Ascend Commerce จับมือ Odoo เสริมศักยภาพองค์กรไทยด้วย Digital Platform ระดับโลก

ก้าวสำคัญของความร่วมมือ เพื่อยกระดับระบบธุรกิจสู่อนาคต

Ascend Commerce ในฐานะ Digital Solutions Company ได้เข้าร่วมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Odoo ในฐานะ Strategic Partner รายแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพการให้บริการด้าน Digital Platform และ Enterprise Solutions สำหรับองค์กรในประเทศไทยและภูมิภาค

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถ “เชื่อมต่อทุกระบบธุรกิจเข้าด้วยกัน” และเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Digital First พร้อมรองรับการเติบโตในระดับ Regional และ Global

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ดิจิทัลยุคใหม่ และภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์ม ERP ที่สามารถขยายได้อย่างยืดหยุ่น และปรับให้สอดคล้องกับข้อกำหนดท้องถิ่นได้ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Ascend Commerce ในฐานะ Strategic Partner รายแรกของ Odoo ในประเทศไทย โดยผสานแพลตฟอร์มแบบโมดูลาร์และเปิดกว้างของ Odoo เข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ Ascend ในตลาด เพื่อช่วยให้องค์กรทุกขนาดสามารถยกระดับการดำเนินงานให้ทันสมัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และด้วยความมั่นใจที่มากขึ้น”
— คุณแมตส์ ฟีเวซ • ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค APAC, Odoo

จาก Partnership สู่การสร้าง Business Impact ที่วัดผลได้

การร่วมมือระหว่าง Ascend Commerce และ Odoo ไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมต่อเทคโนโลยี แต่คือการยกระดับ “โครงสร้างการดำเนินธุรกิจ” ขององค์กร
ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญของพวกเราในด้าน Omnichannel, ERP Integration และ Automation เข้ากับแพลตฟอร์มของ Odoo องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านจาก:

  • ระบบที่แยกส่วน – สู่ระบบที่เชื่อมโยงแบบ End-to-End

  • การตัดสินใจที่ล่าช้า – สู่การตัดสินใจบนข้อมูลแบบ Real-time

  • กระบวนการ Manual – สู่ Automation ที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

  • โครงสร้างที่จำกัด – สู่ระบบที่รองรับการเติบโตระดับ Regional และ Global

“การร่วมมือกับ Odoo ถือเป็นก้าวสำคัญในภารกิจของเราที่จะเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยไปสู่ระบบดิจิทัล
ด้วยการผนวกความเชี่ยวชาญของเราเข้ากับแพลตฟอร์มที่ทรงพลังของ Odoo เรากำลังร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการทำงานระดับสากล”
— คุณสืบสกล สกลสัตยาทร • ประธาน, Ascend Commerce

เปลี่ยนความซับซ้อน ให้เป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ

หนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กร คือการมีระบบหลายชุดที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ ส่งผลให้เกิดข้อมูลที่ไม่ตรงกัน กระบวนการทำงานซ้ำซ้อน และการขาดภาพรวมของธุรกิจ

Ascend Commerce ใช้แนวคิด “Single Source of Truth” เป็นแกนหลักในการออกแบบ Digital Platform โดยเชื่อมโยงทุกระบบเข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-time และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

พวกเรามุ่งมั่นที่จะช่วยองค์กรก้าวผ่านความซับซ้อนของอุตสาหกรรมและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในประเทศไทย ผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่:

  • Manufacturing 4.0 ยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วย IoT และ Product Lifecycle Management (PLM) เพื่อเปลี่ยนโรงงานสู่ Smart Manaufacturing

  • Thai Localization แบบครบวงจร รองรับมาตรฐานบัญชีและข้อกำหนดภาษีของไทยอย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

  • AI-Driven Operations ใช้ AI เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึก (Insights) ที่แม่นยำและนำไปใช้ได้จริง

  • Industry-specific Expertise ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์ การก่อสร้าง และการค้าระหว่างประเทศ

ผลลัพธ์ที่องค์กรสามารถคาดหวังได้:

  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน (Operational Cost Reduction)

  • เพิ่มประสิทธิภาพทีม (Productivity Improvement)

  • ลดความซับซ้อนของระบบ (System Simplification)

  • เพิ่มความเร็วในการออกสู่ตลาด (Time-to-Market)

“ที่ Ascend Commerce เราเชื่อว่าระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI คือพรมแดนถัดไปของประสิทธิภาพทางธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือกับ Odoo ทำให้เราสามารถนำเสนอ ERP อัจฉริยะให้แก่ลูกค้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ในอดีตมีเพียงองค์กรระดับโลกเท่านั้นที่เข้าถึงได้”
— คุณประเทศ แสงทอง • รองประธานฝ่าย Transformation และ AI, Ascend Commerce

 

ก้าวต่อไปของ Ascend Commerce ในฐานะ Digital Transformation Partner

ความร่วมมือกับ Odoo ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Ascend Commerce ในการขยายศักยภาพสู่การเป็น Digital Transformation Partner ระดับองค์กร พวกเรามุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การเพิ่มช่องทางการขาย หรือการนำ AI และ Automation มาใช้เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กร

เป้าหมายของเราคือการช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นข้อจำกัด” ไปสู่ “แพลตฟอร์มที่เป็นเครื่องมือในการเติบโต” อย่างแท้จริง

 

เกี่ยวกับ Ascend Commerce และ Odoo

Ascend Commerce เป็นผู้ให้บริการดิจิทัลโซลูชันชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพให้แก่แบรนด์ต่าง ๆ ผ่านระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร ด้วยการผสานเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบ เราจึงสามารถส่งมอบโซลูชันที่ทรงพลัง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางดิจิทัลอย่างยั่งยืนให้แก่ธุรกิจในทุกระดับ

Odoo คือซอฟต์แวร์บริหารจัดการองค์กรแบบโอเพนซอร์สที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว โดยมีแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการมากกว่า 70 แอป และแอปเสริมอีกกว่า 66,000 รายการ โมดูลที่เชื่อมโยงกันครอบคลุมฟังก์ชันสำคัญต่างๆ ได้แก่ การบัญชี การขาย คลังสินค้า การผลิต ทรัพยากรบุคคล (HR) การตลาด และอื่นๆ เพื่อมอบประสบการณ์การจัดการดิจิทัลแบบครบวงจร

สงกรานต์นี้… คุณได้ “พัก” หรือแค่เปลี่ยนที่ “นั่งทำงาน”?

เปลี่ยน “ธุรกิจที่ต้องเฝ้า” เป็น “ระบบที่วิ่งได้เอง” เพื่อคืนเวลาพักผ่อนที่แท้จริงให้กับคุณ

สำหรับเจ้าของธุรกิจแล้ว “วันหยุดยาว” มักไม่มีอยู่จริง โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์…ที่ยอดขายกำลังพุ่ง
คุณอาจกำลังอยู่ในสถานการณ์นี้ก็ได้ ..
อยากไปเที่ยวกับครอบครัว แต่ก็อดห่วงไม่ได้ว่าออเดอร์จากหลายช่องทางจะตกหล่นหรือเปล่า
พนักงานลาพักร้อน แต่ปริมาณงานกลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
สุดท้ายเลยต้องหยิบมือถือขึ้นมาเช็กสต๊อก ตอบแชท หรือไล่ออเดอร์ตลอดเวลา แม้จะอยู่กลางเทศกาล

ยอดขายที่เพิ่มขึ้น…ไม่ควรต้องแลกกับอิสรภาพที่หายไปของคุณและทีม

ธุรกิจที่วิ่งได้เอง ให้คุณมากกว่าแค่ความสะดวก 

ที่ WeOmni เราไม่ได้แค่มาวางระบบซอฟต์แวร์ แต่เรามาเพื่อสร้าง โครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรง เพื่อมอบ 3 คุณค่าสำคัญให้กับคุณ:

Peace of Mind (ความสบายใจ)
มั่นใจได้ว่าทุกออเดอร์จะถูกจัดการอย่างแม่นยำ 100% แม้ในวันที่คุณไม่ได้สแตนด์บายหน้าจอ

Operational Excellence (ความเป็นเลิศในการจัดการ)
ธุรกิจรันต่อได้แบบ “Auto-pilot” แม้ทีมงานจะไม่ครบ ลดการพึ่งพาตัวบุคคลแต่พึ่งพาระบบที่ฉลาดกว่า

Sustainable Growth (การเติบโตที่ยั่งยืน)
พร้อมรับแรงกระแทกจากทุกเทศกาล (Peak Season) โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคอขวดหลังบ้านอีกต่อไป

เราเปลี่ยนความวุ่นวายหลังบ้าน ให้เป็นระบบที่ทำงานแทนคุณผ่าน Odoo Ecosystem:

  • เลขาฯ ส่วนตัวที่ทำงาน 24 ชม. (OMS): รวมทุกออเดอร์จาก Marketplace (Shopee, Lazada, TikTok) และหน้าเว็บไว้ที่เดียว ตัดสต๊อก Real-time ทันที จบปัญหา “ขายของที่ไม่มีอยู่จริง”
  • พนักงานดีเด่นที่ไม่มีวันลา (AI & Automation): ให้ AI ใน Odoo ช่วยจัดการ Workflow อัตโนมัติ ตั้งแต่การรับยอดไปจนถึงการเตรียมจัดส่ง ลดงาน Manual ที่ต้องใช้คนคุม
  • ประสบการณ์ลูกค้าที่ไร้รอยต่อ (Omnichannel): เชื่อมโยงข้อมูลหน้าร้าน (POS) และออนไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว ลูกค้าได้รับบริการที่รวดเร็ว ส่วนคุณได้รับรายงานที่แม่นยำในคลิกเดียว

แล้ววันหยุด…จะกลับมาเป็นวันหยุดจริง ๆ

ลองนึกภาพเช้าวันที่ 17 เมษายน… วันที่คนอื่นกลับมาเริ่มงานด้วยความเหนื่อยล้าจากการตามแก้ปัญหา ออเดอร์ค้าง สต๊อกพัง หรือลูกค้าบ่นเรื่องความล่าช้า
แต่คุณ… สามารถกลับมาเริ่มงานด้วยความสดชื่น เพราะได้พักผ่อนเต็มที่ พร้อมรายงานยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างสวยงามและเป็นระเบียบ นี่คือผลลัพธ์ของการมี “ระบบที่พร้อมจริง”

สงกรานต์ปีหน้า ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม วางรากฐานธุรกิจที่วิ่งได้เองตั้งแต่วันนี้
เพื่อให้ทุกวันหยุดของคุณ คือวันหยุดจริงๆ

ไม่พลาดทุกเทศกาล ให้ระบบทำงานแทนคุณ 🔥
รับคำปรึกษาฟรี ติดต่อเราได้เลย! >> https://weomni.com/contact-us/

#WeOmni #Odoo #OutsideIn #BusinessAutomation #SongkranBusiness #DigitalTransformation
#ระบบจัดการธุรกิจ

WeOmni คว้ารางวัลใหญ่ระดับประเทศ Platinum Trophy ด้าน AI ในงาน MarTech Awards 2026 ตอกย้ำความสำเร็จจากการจับมือ “Fairtex” ยกระดับประสบการณ์การตลาดดิจิทัล

วีออมนิ (WeOmni) ยูนิตบริการภายใต้ บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการดิจิทัลโซลูชั่นทางการค้าและระบบแพลตฟอร์มชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างประวัติศาสตร์ความสำเร็จครั้งสำคัญ ประกาศความภาคภูมิใจคว้าถ้วยรางวัลเกียรติยศ AI-Empower Platinum Winner (คะแนนสูงกว่า 80 คะแนน) บนเวทีระดับประเทศ Thailand’s MarTech Awards 2026 จากผลงานการพัฒนาโซลูชัน AI ล้ำสมัยร่วมกับแบรนด์อุปกรณ์กีฬามวยไทยระดับตำนานอย่าง Fairtex โดยมี คุณคริส ณัฐพล รังสียกุล (Vice President of Digital Product and Innovation) เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

งาน MarTech Awards 2026 จัดขึ้นโดย Content Shifu ร่วมกับ Hummingbirds Consulting เพื่อเชิดชูและมอบรางวัลแก่แบรนด์และ MarTech Providers ที่นำเทคโนโลยีการตลาดไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง (Impact MarTech) โดยผลงานความร่วมมือระหว่าง WeOmni และ Fairtex ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในวงการด้วยคะแนนระดับสูงในหมวด AI Empower ซึ่งมอบให้แก่แบรนด์ที่ใช้ความสามารถของ AI ในการสร้างผลกระทบทางการตลาดอย่างโดดเด่นและเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของ WeOmni ในการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาปลดล็อกศักยภาพของข้อมูล (Data) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้า Fairtex ผ่าน 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่:

  • Hyper-Personalization: การนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อส่งมอบเนื้อหา โปรโมชัน และสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคลได้แบบ Real-time
  • Marketing ROI Optimization: การเพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดออนไลน์ให้คุ้มค่าสูงสุด ด้วยการคาดการณ์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

รางวัลในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Fairtex ในฐานะแบรนด์ระดับตำนานที่ไม่หยุดนิ่งในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ แต่ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน AI-powered Commerce Tech ของ WeOmni ที่พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ MarTech ไทยอย่างแท้จริง

เกี่ยวกับ WeOmni วีออมนิ (WeOmni) แบรนด์ภายใต้ แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ กรุ๊ป (Ascend Commerce Group) เป็นผู้ให้บริการด้านการพัฒนาระบบอย่างครบวงจร (End-to-End Digital Solutions) ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน eCommerce (B2B และ B2C) และเทคโนโลยีเฉพาะทาง โดยมุ่งเน้นการส่งมอบ 4 โซลูชันหลัก ได้แก่ Custom Software Development, Tech Staff Augmentation, Cloud Smart Services และ Point of Sale (POS) เพื่อขับเคลื่อน Business Transformation ให้แก่องค์กรชั้นนำ

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

Why WeOmni — เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงต้อง “สร้างผลลัพธ์ที่ดีให้แก่องค์กร” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนรูปแบบ 

ในยุคที่ความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นตัวกำหนดอนาคตของธุรกิจ การมีแค่เครื่องมือหรือระบบเทคโนโลยีอาจไม่เพียงพอสำหรับความสำเร็จในระยะยาว อีกทั้งหลายองค์กรยังประสบปัญหา ยากที่จะวัดผลการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้การลงทุนด้านดิจิทัลไม่เกิดผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

ที่ WeOmni เราเชื่อว่า Digital Transformation ที่แท้จริงต้องสามารถ “วัดผลได้” ตั้งแต่เริ่มวางแผนจนถึงหลังการใช้งานจริง — นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหลายๆธุรกิจยุคใหม่เลือกเราเป็น Partner ในการเปลี่ยนแปลงองค์กร

WeOmni คือใคร? 

WeOmni คือ Total Commerce Solutions Partner ที่ช่วยองค์กรสร้างและขับเคลื่อน ระบบนิเวศธุรกิจ (ecosystem) แบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการวางกลยุทธ์, ออกแบบ, พัฒนา ไปจนถึงการติดตามและวัดผลอย่างเป็นระบบ เหนือกว่าการให้บริการเทคโนโลยีทั่วไป ด้วยแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์จริงจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล  

เราแตกต่างเพราะอะไร? 

1. ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี…แต่เป็นระบบนิเวศที่ “เชื่อมทุกจุดธุรกิจ” 

WeOmni ไม่ได้เพียงแค่ขายโซลูชัน แต่เราสร้าง ecosystem ที่ครอบคลุมทั้ง upstream → midstream → downstream — จากผู้ผลิต → ผู้จัดจำหน่าย → ผู้บริโภค เพื่อให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในทุกมิติของธุรกิจ

2. Transformation ที่วัดผลได้จริง 

การวัดผลเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ทีมงานของเรามีเครื่องมือและกระบวนการติดตามผลที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อน–ระหว่าง–หลังการทำงาน ทำให้คุณเห็นตัวเลขการเติบโตและผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่ “การนำระบบมาใช้” อย่างเดียว แต่คือการทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างจับต้องได้ 

3. บริการแบบ End-to-End ไม่ทอดทิ้งลูกค้า 

WeOmni เชื่อว่า การเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดี ต้องอยู่กับลูกค้าทุกขั้นตอน — จากการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ → พัฒนาแพลตฟอร์ม → ไปจนถึงโค้ชชิ่งและติดตามผลหลังใช้งานจริง ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยั่งยืน  

บริการหลักที่ตอบโจทย์ทุกระดับธุรกิจ 

  •  WeOmni (End-to-End eCommerce Platform) – ระบบที่พัฒนาเฉพาะทาง ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณโดยตรง 
  •  WeTAAS (Tech Staff Augmentation) – บริการ Tech Talent เฉพาะทาง สำหรับทั้งโปรเจคระยะสั้น และระยะยาว
  • WeSense (AIoT Total Solutions) – แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่เน้นการเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องจักรให้เป็น Self-monitoring Assets เพื่อผลลัพธ์ ทางธุรกิจที่ยั่งยืน
  • WePos : ระบบร้านค้าครบวงจรสำหรับยุค Omnichannel
  • WeProcure (End-to-End Procurement) – ระบบจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ที่ครอบคลุม ทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

พบบริการเพิ่มเติมได้ที่ www.weomni.com

คุณณัฐพล รังสิยากูล จาก Ascend Commerce ได้รับเชิญในฐานะ Guest Speaker ในการเสวนา หัวข้อ “สร้างองค์กรเป็นมิตรต่อสุขภาพจิต เลี่ยงภาวะ Burnout ของพนักงาน” ในงาน Grand Opening “Mind Wellness Center”

คุณณัฐพล รังสิยากูล (คุณนัท) Vice President of Engineering (eCommerce) จาก WeOmni ธุรกิจภายใต้ Ascend Commerce ได้รับเชิญในฐานะ Guest Speaker ในการเสวนา หัวข้อ “สร้างองค์กรเป็นมิตรต่อสุขภาพจิต เลี่ยงภาวะ Burnout ของพนักงาน” ในงาน Grand Opening “Mind Wellness Center” Healthy Mind Balanced Life ณ สถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา

ภาวะเหนื่อยหน่าย หรือ Burnout นั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่มักจะเกิดจากการสะสมความไม่สบายทั้งกายและใจของบุคคลากรมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งมักจะมีสัญญาณบ่งบอกให้เห็นถึงความเครียดและความกดดันของบุคคลากรก่อนจะไปถึงจุดที่ Burnout สำหรับองค์กรที่มีความรับผิดชอบและเอาใจใส่ต่อบุคคลากรนั้น มักจะมีการดำเนินการเชิงรุก (Proactive) ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการทำงาน เพื่อเลี่ยงสถานการณ์ที่สร้างความรู้สึกน่าเบื่อหน่อยท้อแท้ของบุคคลากร โดยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของบุคคลากรในองค์กร รวมถึงความสัมพันธ์และรูปแบบการทำงานที่ปรับเข้าหากันของหัวหน้างานและผู้ปฎิบัติงานทั้งในแง่มุมของการทำงานและการพัฒนาศักยภาพบุคคลากร ร่วมไปกับการสำรวจความพึงพอใจของบุคคลากรเพื่อให้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริง ไปจนถึงการกำหนดความคาดหวังในเนื้องานที่ชัดเจนเพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลากรแต่ละคนรู้ขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง นอกจากนี้การให้อิสระในการกำหนดรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น การกำหนดเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นตามการใช้ชีวิต และการทำงานนอกออฟฟิศ (remote work) ยังสามารถช่วยให้บุคคลากรสร้างสมดุลระหว่าง Work และ Life ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดภาวะการ Burnout ลงได้

การให้ความสำคัญและกำหนดนโยบายเพื่อเลี่ยงภาวะ Burnout จะช่วยให้สภาพแวดล้อมการทำงานของบุคคลากรดีมากขึ้นในระยะยาว เช่น กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานล่วงเวลาสูงสุด (OT) เอาไว้ และส่งเสริมให้พนักงานใช้วันลาพักร้อนให้มากที่สุด มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพ เช่น ห้องออกกำลังกายหรือคลาสโยคะ รวมถึงการจัดเวิร์คช็อปเพื่อจัดการความเครียด ด้วยวิธีเหล่านี้ก็จะสามารถช่วยรักษาวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีของบุคคลากรได้

บรรยากาศในการทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงานโดยเฉพาะของหัวหน้างานและระดับปฎิบัติการที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดกันนั้น จะช่วยป้องกันภาวะ Burnout ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการสื่อสารระหว่างกันและการรับฟังความคิดเห็นกันอย่างเข้าใจกัน เช่น ส่งเสริมให้หัวหน้างานและผู้ปฎิบัติการนัดพูดคุยแบบตัวต่อตัวอย่างสม่ำเสมอ และเปิดช่องทางเพื่อพูดถึงสาเหตุที่อาจจะก่อให้เกิดภาวะ Burnout แบบไม่ระบุตัวตนรวมถึงการจัดตั้งโครงการช่วยเหลือพนักงาน (Employee Assistance Programs: EAP) เป็นพื้นที่ให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยในการเล่าปัญหาส่วนตัวหรือประเด็นความไม่สบายใจที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่

มาตรการเชิงรุก ในการให้ความรู้และความเข้าใจในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็มีส่วนสำคัญในการช่วยลดภาวะ Burnout ของบุคคลากรลงได้ เช่น การจัดตั้งเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการรับมือกับความเครียด และความยืดหยุ่นในการบริหารเวลา การส่งเสริมให้มีการพัฒนาความรู้ในสายงานก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความพึงพอใจในการทำงาน รวมถึงการให้โอกาสในการพัฒนาทางอาชีพและช่วยให้บุคคลากรมองเห็นอนาคตในองค์กร จนสามารถเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน

การปรับปริมาณงานและหน้าที่ความรับผิดชอบให้เหมาะสมก็สามารถช่วยป้องกันภาระงานมากเกินไปและช่วยลดช่องว่างของทักษะของบุคคลากรลงได้ เช่น การฝึกอบรมพนักงานข้ามสายงาน เพื่อให้เกิดความสามารถในการจัดการงานและรับมือกับรูปแบบงานหลากหลายประเภท รวมไปถึงการจ้างพนักงานชั่วคราวมาช่วยจัดการในช่วงที่มีปริมาณงานมากกว่าปกติก็ช่วยลดโหลดที่มากเกินจะรับได้ของบุคคลากรที่มีอยู่ได้

หลังจากที่ได้ดำเนินการตามมาตรการต่างๆแล้ว การหมั่นติดตามความคืบหน้าของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลากร และติดตาม KPI ที่เกี่ยวข้อง เช่น อัตราการลาออก การขาดงาน และประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อวัดประสิทธิผลของความพยายามในการป้องกันภาวะ Burnout

การยกย่องและให้รางวัลบุคคลากรที่ทุ่มเทในการทำงาน และการให้ผลตอบแทนโปรแกรมเพื่อจูงใจพนักงานให้รักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังใจและแรงจูงใจได้

สุดท้ายนี้การเป็นแบบอย่างมีผลมากกว่าคำพูด… จัดการฝึกอบรมความเป็นผู้นำเพื่อให้แน่ใจว่าหัวหน้างานเป็นผู้นำแบบอย่างให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ส่งเสริมให้ผู้นำระดับสูงสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงาน ด้วยการทำตามขั้นตอนเชิงรุกเหล่านี้ คุณสามารถป้องกันความเหนื่อยหน่ายและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนซึ่งส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีและประสิทธิภาพการทำงาน 

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

Introduction to GitHub Copilot: ให้ AI ช่วยเขียนโค้ด

อะไรคือ Copilot

GitHub Copilot เป็นระบบเขียนโปรแกรมกึ่งอัตโนมัติ ทำงานอิงจากโค้ดหรือสิ่งที่เราอธิบายความต้องการ พัฒนาโดย GitHub ร่วมกับเทคโนโลยีหลักด้าน AI จาก OpenAI ที่มีประวัติการพัฒนา AI อันโด่งดัง อย่างเช่น ChatGPT ที่มีศักยภาพสูงในการช่วยเหลือตอบคำถาม หรือแนะนำการเขียนต่างๆ รวมถึงช่วยให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ด
Copilot ถูกพัฒนาในแนวคิดว่าเป็น ‘AI pair programmer,’ ‘AI assistant,’ หรือ ‘Copilot’ คือตั้งใจให้มาเป็นผู้ช่วยโปรแกรมเมอร์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นักพัฒนายังจำเป็นต้องมาเขียนโค้ดเอง เพื่อให้ระบบทำงานอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามเจตจำนง เพราะ AI ยังไม่สามารถเขียนโค้ดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ อย่างสมบูรณ์โดยตัวมันเอง

สำหรับการใช้ GitHub Copilot นี้ สามารถใช้ผ่าน IDE ต่าง ๆ เช่น Visual Studio, Visual Studio Code, Neovim, และ JetBrains IDEs (IntelliJ, PyCharm, WebStorm, เป็นต้น) รวมถึงรองรับภาษาโปรแกรมมิ่งหลายภาษา เช่น Java, PHP, Python, JavaScript, Ruby, Go, C#, หรือ C++ โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำผ่านหน้า GitHub ในการใช้ Copilot เสมอไป เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้นักพัฒนาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง IDE ที่รองรับกับ GitHub Copilot

ติดตั้ง Copilot

  • ทำการติดตั้ง Github Copilot เข้าใน IDE ที่ท่านใช้งานก่อน โดยในกรณีของผู้เขียนนั้น จะใช้ Visual Studio Code กับโค้ดด้วยภาษา Golang

  • เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย จะปรากฏไอคอนมุมล่าง Copilot เท่านี้ก็พร้อมใช้งานแล้ว
  • Github Copilot นั้นเป็นส่วนเสริมของ Github ที่มีการคิดเงิน (Subscription)
    แต่เราสามารถทดลองใช้บริการฟรี 30 วัน โดยท่านต้องมี Account ของ Github (ฟรี) แล้วสมัครเปิดใช้ Copilot ให้เรียบร้อยเสียก่อน
    (วิธีการเปิดใช้ Copilot คลิก )
  • หลังจากนั้น Log-In ตัว Account ของ Github ที่สมัคร Copilot บน IDE ของท่านด้วย ID ในข้อ 3

เริ่มลองใช้ Copilot

Copilot จะทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา เราสามารถพิมพ์ Comment เพื่อเรียกใช้งาน Copilot อย่างเจาะจง หรือรอดูที่ Copilot แนะนำ โดยระหว่างที่ท่านทำการ Coding ไประยะหนึ่ง Copilot อาจแนะนำ Code มา โดยจะแสดงเป็นสีเทาให้ ซึ่งจะแนะนำได้ทั้งในรูปแบบรายบรรทัด (Individual lines) หรือมาเป็นก้อนฟังก์ชั่น (Whole functions) เลยทีเดียว ว่าแล้วก็มาลองกันเลย

ในตัวอย่างนี้ ผู้เขียนจะทดลองสร้างฟังก์ชั่นการสุ่มตัวเลขกัน (Random Number)

จะเห็นได้ว่าระหว่างพิมพ์ Code จะมีก้อน text สีเทาๆ นั่นคือสิ่งที่ Copilot พยายาม Suggest แนะนำและช่วยเราเขียน หากเราจะเอาสิ่งที่ Copilot แนะนำ ให้กด Tab บนคีย์บอร์ด

เราจะมาลองเล่นกันอีกสักหนึ่งฟังก์ชั่นดู ว่า Copilot จะรู้จัก Palindrome มั้ยเอ่ย ?

หากกรณี Copilot มีตัวเลือกจะแนะนำเรามากกว่า 1 ชุด เราก็สามารถเลือกดูได้ ว่าจะเลือก code ตัวไหนที่ระบบแนะนำ ออกมาใช้ โดยกดคีย์ลัดตามภาพ

คีย์ลัดกดดูคำแนะนำ ขึ้นกับระบบปฏิบัติการที่เลือกใช้

เรามาลองดู Copilot ช่วยเขียนทั้งในแบบ individual line และ multi line กัน

ในส่วนความสามารถของ Copilot ยังเข้ามาช่วยมีอะไรอีกมากเลย ทั้งการช่วยเขียน Query, Unit test, Model, Review code ฯลฯ แต่เกรงว่าจะยาวไปสำหรับบทความทำการแนะนำให้รู้จักนี้ เอาไว้ทีมงานจะมาเล่าต่อกับ Tool ช่วยเหลือโปรแกรมเมอร์นี้ในโอกาสถัดไป

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

Serverless Framework: AWS Lambda and API Gateway

Serverless Framework คือ Web framework ที่เขียนด้วย Node.js ใช้สำหรับสร้างแอปพลิเคชันบน AWS Lambda และบน Cloud แบบ Serverless หลากหลายเจ้า ซึ่งเป็นเครื่องมือโอเพ่นซอร์สแบบ CLI (Command Line Interface) ที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง, ระบบ Automation และเป็นโซลูชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด โดย Developer จะโฟกัสไปที่การสร้างแอปพลิเคชันอย่างเต็มที่ ส่วนงานระบบ Infrastructure นั้นจะเป็นหน้าที่ของ Cloud Provider

ทำไมต้องใช้ Serverless Framework?

  • ใช้งานง่าย: Config ระบบ Infrastructure และ Services ได้ผ่านไฟล์ serverless.yml ไฟล์เดียว
  • รวดเร็ว: ด้วยความเป็นระบบอัตโนมัติ ทำให้การ Deployment ของ App ทำได้รวดเร็ว
  • รองรับ Cloud หลายเจ้า: Serverless Framework รองรับการใช้งานกับ Cloud Provider ส่วนใหญ่ในตลาด เช่น Azure, Google Cloud ฯลฯ
  • ต่อยอดความสามารถได้ง่าย: ผ่านการติดตั้ง Plugins เพิ่มเติมตามความต้องการของธุรกิจ
  • มีกลุ่มผู้ใช้งานมากมาย: ด้วยความเป็นโอเพ่นซอร์ส ทำให้เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้งาน และมี Plugins พัฒนาออกมาเพื่อรองรับเพิ่มเติมอย่างมากมาย
  • มี Monitoring และ Debugging ในตัว: ในระบบมีส่วน Monitoring, Metrics, และ Debugging มาให้ Developer ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น

ข้อดี-ข้อเสีย ในการใช้ Serverless Framework ร่วมกับ AWS Lambda ผ่าน API Gateway

ข้อดี

  • ใช้เวลา Deployment สั้นลง: Deploying Service ต่อครั้งสั้นลง ด้วยการใช้คำสั่งเพียงชุดเดียว ช่วยลดเวลาในการ Config ลง
  • ไม่ยึดติดกับภาษาใดๆ: ตัว Framework รองรับ Programming languages หลากหลายภาษา
  • มีโครงสร้างระบบที่ชัดเจน: มีโครงสร้างระบบที่ดี ทั้ง Versioning, Stages, Environment variables ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงาน
  • Code ใช้ซ้ำได้: นำ Code ที่เคยเขียนของงานหนึ่ง เอาไปใช้ต่อของอีกงานหนึ่งที่ใช้ ​​Services, Components, Plugins คล้ายคลึงกันได้ทันที
  • Multi-Cloud: รองรับ Cloud Provider หลายหลายเจ้าในท้องตลาด เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน
  • Plugin มากมาย: ช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับแต่งฟังก์ชั่นการทำงานให้ตรงโจทย์ของธุรกิจ

ข้อเสีย

  • Learning Curve: ต้องใช้เวลาเรียนรู้เพิ่มเติมบางเรื่อง เพื่อเข้าใจการ Config และ Syntax ของ serverless.yml
    ไม่รองรับบางฟีเจอร์: เนื่องจากสามารถใช้งานร่วมกับ Cloud หลากหลายที่ ดังนั้นบางฟีเจอร์อาจไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • การ Debugging ที่ซับซ้อน: ด้วยลักษณะโครงสร้างที่แตกย่อยออกมา ทำให้การ Debugging นั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น
  • ต้นทุนสูง: ในฟังก์ชั่นงานที่ต้องใช้เวลา Run นาน อาจมีราคาแพงเนื่องจากลักษณะ Pricing model ที่จับเวลาต่อ Request เอง
  • Cold Starts: ในส่วนของ AWS Lambda อาจมีความหน่วงเมื่อเรียกใช้ฟังก์ชัน (Cold Starts) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทรัพยากรที่เชื่อมต่อแบบ VCP (Virtual Private Cloud)

บทสรุป

ตัว Serverless Framework มีความสะดวกในการใช้งาน และมีศักยภาพสูง รวมถึงมีฟีเจอร์ที่หลากหลาย จึงกลายเป็นโซลูชั่นที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะบน AWS ด้วย Lambda และ API Gateway ที่สนับสนุนให้แอปพลิเคชันแบบ Serverless นั้นสามารถสเกลขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าต่อธุรกิจมากที่สุด

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

Generative AI and ChatGPT4: The Future of Personalized eCommerce and Supply Chain

“Generative AI” และ “ChatGPT” เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาพัฒนาธุรกิจและสร้างประสบการณ์อีคอมเมิร์ซที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมให้กับ User ที่มาพร้อมความ Personalized เพื่อเฉพาะเจาะจงไปที่กลุ่ม User ได้ดียิ่งขึ้น มาดูกันว่าทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจ eCommerce และสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างไร…

“Generative AI” คือแบบจำลอง AI ที่ใช้ในการสร้าง Conent ขึ้นมาใหม่ เช่น รูปภาพ ข้อความ เพลง และคำอธิบายสินค้า รวมถึงการสร้างแคมเปญการตลาดแบบ Personalized รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ก็เป็นเรื่องที่ AI สามารถทำได้ โดยเราสามารถใช้ Generative AI แนะนำสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าแต่ละบุคคล โดยหยิบ Data จากประวัติการซื้อ พฤติกรรมการเลือกดูสินค้า หรือการค้นหาสินค้าที่ผ่านมา หรือแม้แต่การนำพิกัดตำแหน่งที่ User อยู่มาใช้ร่วมกัน เพื่อให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด จนเกิดเป็นความพึงพอใจในระยะยาวของลูกค้าได้

ในขณะที่ “ChatGPT” เป็น Chat Bot ใช้ถามตอบที่ให้ผลลัพธ์เหมือนการพูดคุยกับมนุษย์ ด้วยการฝึกตัวระบบด้วยข้อมูลต่าง ๆ และโค้ดจำนวนมหาศาล เพื่อให้ระบบเข้าใจและสามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้องและราบรื่น โดย Version ล่าสุดอย่าง ChatGPT4 นั้นได้รับการพัฒนาจนสามารถใช้เพื่อบริการลูกค้า ตอบคำถาม และให้คำแนะนำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Chat Bot ChatGPT4 สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าหรือการบริการ, กระบวนการชำระเงิน หรือช่วยแนะนำวิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้นให้กับลูกค้าได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดงานของฝ่ายบริการลูกค้าแล้วยังเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการที่ดีมากยิ่งขึ้น

เมื่อใช้ทั้ง “Generative AI” และ “ChatGPT4” ร่วมกัน จึงเกิดเป็นสร้างประสบการณ์ใหม่ของการใช้งานอีคอมเมิร์ซที่ Personalized และ Engaging ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังถูกนำไปใช้ในระบบ Supply Chain ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและก่อให้เกิด Productivity ที่ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Use Cases ในการใช้ Generative AI และ ChatGPT4 ใน B2B2C อีคอมเมิร์ซยุคใหม่

  • แสดงสินค้าแบบ Personalized: Generative AI สามารถแสดงให้ Personalized เฉพาะ User โดยประมวลผลจากประวัติการซื้อ พฤติกรรมการดูสินค้า ชื่อสินค้าที่เคยค้นหา หรือแม้แต่พิกัดตำแหน่งที่ใช้งาน ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใช้ Generative AI เพื่อแนะนำสินค้าที่คล้ายกับสิ่งที่ลูกค้าเคยซื้อมาก่อน หรือแนะนำอุปกรณ์เสริมที่ใช้ร่วมกันสินค้านั้นๆ รวมถึงการแสดงสินค้าที่ถูกจัดเรียงมาพิเศษเพื่อลูกค้ารายนั้นๆ
  • บริการลูกค้า: ChatGPT4 สามารถตอบคำถามเบื้องต้นให้กับลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้ฝ่ายบริการลูกค้าไปโฟกัสใน Case ที่ซับซ้อนมากกว่าแทน ตัวอย่างเช่น Chat Bot ChatGPT4 ตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าเบื้องต้น เช่น มีสินค้าในสต๊อกอยู่รึไม่ จัดส่งกี่วัน หรือช่วยเหลือในขั้นตอนการชำระเงินได้
  • Marketing Campaigns: Generative AI ใช้สร้างแคมเปญการตลาดแบบ Personalized ตามความสนใจ ช่วยเจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและใช้งบการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น เว็บอีคอมเมิร์ซใช้ Generative AI สร้างแคมเปญการตลาดทางอีเมล ที่ปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นให้เข้ากับความสนใจของ User แต่ละบุคคล
  • เพิ่มประสิทธิภาพของ Supply chain: Generative AI ถูกใช้ในการคาดการณ์ยอดขาย การจัดการสต๊อก (inventory) และการจัดส่งสินค้า เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ
    ตัวอย่างเช่น Generative AI สามารถคาดการณ์แนวโน้มของสินค้า เพื่อให้ธุรกิจสามารถจัดการสต๊อกได้อย่างเหมาะสม
  • ตรวจจับการทุจริตและ Compliance: ChatGPT4 สามารถใช้ตรวจจับการทุจริต (fraud) ในสายงาน eCommerce และ Supply chain ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น Chat Bot สามารถเรียนรู้รูปแบบหรือพฤติกรรมที่น่าสงสัย ช่วยป้องกันการเกิดการทุจริตได้ นอกจากนี้ Generative AI ยังสามารถใช้เพื่อตรวจจับความเสี่ยงของ Compliance risks ใน Supply chain ได้
  • คาดการณ์ความต้องการสินค้า: Generative AI สามารถคาดการณ์ความต้องการของสินค้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้า และหลีกเลี่ยงการสต๊อกสินค้าที่มากหรือน้อยเกินไป ตัวอย่างเช่น Generative AI สามารถคาดการณ์จำนวนสินค้าที่จะขายได้ในเดือนถัดๆ ไป โดยประมวลผลจากข้อมูลการขายในอดีตและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ Generative AI และ ChatGPT4 ในอีคอมเมิร์ซยุคใหม่แบบ B2B2C

  • Personalization: ประมวลผลข้อมูลและนำไปแสดงผลเพื่อสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นความพึงพอใจและความ Loyalty ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
  • Efficiencies /Time optimization: เพิ่มประสิทธิภาพใน Workflow ให้ดียิ่งขึ้น ให้พนักงานมีอิสระในงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และมีเวลาไปรับโฟกัสกับงานที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
  • Scalability: รองรับการเติบโตของระบบและธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมรับมือกับ Data และ Traffic จำนวนมหาศาลที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • Cost-effectiveness: มีค่าใช้จ่ายในระบบไม่สูงมากและให้ผลลัพท์ที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ SME ก็สามารถใช้ ChatGPT4 เพื่อให้บริการลูกค้าแทนแผนก Customer Service ในเบื้องต้นได้

ความเสี่ยงในการใช้ Generative AI และ ChatGPT4 ที่ควรระวัง

  • Data bias: Generative AI นั้นทำงานด้วยการฝึกฝนกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ หากกลุ่มข้อมูลมีความโน้มเอียงไปในทิศทางใดมากไป ผลลัพท์ที่ได้ก็จะโน้มเอียงไปในทิศทางนั้น ซึ่งนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม User บางกลุ่ม
  • Fake news and disinformation: Generative AI อาจจะสร้างข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนได้ ซึ่งอาจถูกใช้เพื่อโน้มน้าวความคิดเห็นของผู้คน จนกลายเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้
  • Cybersecurity risks: โมเดล Generative AI เป็นเสมือนดาบสองคม ที่อาจถูกใช้สร้างซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย เช่น ไวรัสและม้าโทรจัน เพื่อทำร้ายธุรกิจหรือบุคคลได้

นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างในการนำ Generative AI, ChatGPT4 และนำเสนอข้อดีข้อเสียมาเพื่อใช้งานในอีคอมเมิร์ซยุคใหม่แบบ B2B2C ซึ่งการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวันก็จะช่วยก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆให้กับวงการอีคอมเมิร์ซที่น่าติดตามอีกมากมาย หากมีเทคโนโลยีที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง เราจะกลับมา Update ให้ทุกท่านได้ทราบกันอย่างแน่นอน

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

AI ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไอทีอย่างไรบ้าง

ไม่ว่าจะหันไปทางไหน เราก็จะพบ AI อยู่รายล้อมในชีวิตประจำวันเราอยู่แทบจะในทุกอุตสาหกรรมแล้ว ด้วยความก้าวหน้าทั้งในเชิงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้งาน AI จึงมีนำเอา AI มาใช้เป็นโซลูชั่นต่างๆเพื่อตอบโจทย์และต่อยอดให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสายงานด้าน IT ที่มักจะได้ใช้ประโยชน์โดยตรงจาก AI ในหลากหลายแง่มุม ซึ่งบทความนี้จะยกเอาตัวอย่างกรณีเด่นมาในการใช้ AI ในสาย IT มา 4 ส่วน หลักๆ ด้วยกัน ดังนี้

1. การพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development)

ด้วยความสามารถด้านการประมวลข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ AI ถูกนำมาช่วยในการพัฒนาซอฟต์แวร์ในหลายๆ ด้าน ดังที่เห็นได้อย่างแพร่หลายและชัดเจนที่สุดก็คือ ChatGPT ซึ่งเป็นระบบ Generative AI ที่ใช้โต้ตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบ Generative AI อื่นๆ ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทเฉพาะทางเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์มากขึ้น เช่น การ coding จากการพิมพ์ประโยคบอกเล่าอย่างละเอียด หรือการให้ AI วิเคราะห์และแนะนำวิธีการทดสอบระบบบนฐานจาก requirement การใช้งาน AI ในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ นอกจากจะทำให้การพัฒนาเร็วขึ้น หลายครั้งยังช่วยเพิ่มคุณภาพของซอฟต์แวร์ได้อีกด้วย

2. การดูแลและบำรุงระบบไอที (IT Infrastructure Monitoring and Maintenance)

ข้อมูลหลายร้อยเทราไบต์ ที่ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อนในระบบนำทางอย่าง Google Maps, การสั่งอาหารผ่านแอป รวมถึงการจัดการด้านการเงินผ่านระบบธนาคารในระบบ นั้นต้องดูแลรักษาระบบดังกล่าวเพื่อการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอเพราะผลกระทบจากการขัดข้องของระบบจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้นับล้านราย ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของ AI ที่เข้ามาช่วยวิศวกรดูแลรักษาระบบ ในการวิเคราะห์ความผิดปกติ (anomaly) จากรูปแบบข้อมูลและตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว จึงช่วยลดโอกาสที่ระบบจะขัดข้องก่อนที่ผู้ใช้งานจะได้ผลกระทบ ซึ่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI ในระยะหลัง ทำให้การวิเคราะห์ปัญหาทำได้แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น แล้วช่วยลดเหตุการณ์ Downtime ได้เป็นอย่างดี

3. การดูแลรักษาความปลอดภัย (Cybersecurity)

ด้วยความสามารถในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การนำ AI เข้ามาใช้ในการรักษาความปลอดภัยของระบบจึงช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถตรวจจับรูปแบบการโจมตีในระบบ หรือคาดการณ์สถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้ เพื่อช่วยลดช่องโหว่ก่อนที่การโจมตีจะเกิดขึ้นได้จริง

4. เครื่องมือสำหรับเพิ่มผลผลิตในการทำงาน (AI Productivity Tools)

ไม่นานหลังจากการเปิดตัวแบบสะเทือนวงการของ ChatGPT ก็เริ่มมีเครื่องมือใหม่ๆ ที่ใช้ความสามารถของ AI มากขึ้น เช่น การสรุปข้อมูลสำคัญจากการประชุม การสร้างการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมจะให้คำตอบจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยลดระยะเวลา ความผิดพลาด และภาระในการทำงานของ Developer ลง แต่ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและเที่ยงตรงมากขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม AI ที่ถูกใช้งานอยู่ในปัจจุบันสำหรับสายงาน IT นั้น ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่สามารถต่อยอดไปได้อีกมากมาย ด้วยความรวดเร็วในการทำงานที่สามารถย่นเวลาในแต่ละงานลงได้ และให้ผลลัพท์ที่แม่นยำสูง การเลือกหาและการนำ AI เข้ามาใช้งานใน Workflow ได้อย่างเหมาะสมจึงสร้างความได้เปรียบทางด้านธุรกิจของท่านได้เป็นอย่างดี หากท่านสนใจนำเอา AI เข้าไปช่วยพัฒนา Workflow ที่มีอยู่แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยในส่วนใดได้บ้างก็สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวขาญของเราได้ฟรีทันที
>>ที่นี่<<

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา

eCommerce Specialist Solution ครบวงจรสำหรับธุรกิจคุณ

WeOmni partner ด้าน eCommerce Solution ช่วยตอบโจทย์ของปัญหาได้ด้วย eCommerce Specialist ครบเครื่องทุกองค์ประกอบที่ธุรกิจต้องมีเพื่อขับเคลื่อน eCommerce ได้อย่างครบวงจรแบบมืออาชีพ โดยให้บริการครอบคลุมทุกความต้องการของ eCommerce ตั้งแต่ต้นจนจบ Process ตั้งแต่

  • ให้คำปรึกษาและร่วมวางแผน ลักษณะของระบบและโซลูชั่นที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการของท่าน
  • Setup ระบบที่จำเป็นสำหรับการสนับสนุนการขายสินค้าและบริการ ทั้งการเตรียมสินค้าที่ต้องการขายลงในทุกแพลตฟอร์ม และผสานระบบเข้ากับผู้ให้บริการด้านโลจิสติก เป็นต้น
  • ขับเคลื่อนด้วยระบบรวมศูนย์ฯ WeOMS เพื่อดูแลจัดการออร์เดอร์ที่เข้าออกแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างอัตโนมัติ ลดความซับซ้อนใน Flow งาน
  • ทีมงาน Specialist ในลักษณะงานเฉพาะด้าน ช่วยดูแลงานขายที่ต้องการความเชี่ยวชาญพิเศษ เช่น Marketing Content, SEO, Operation Support, Call Center
  • มี Warehouse & Fulfillment Center รับออร์เดอร์ต่อจากระบบ ส่งทีมแพ็คสินค้า และบริษัทส่งสินค้าถึงลูกค้าอย่าง Seemless

eCommerce Specialist ให้บริการทั้งในแบบ Solution ที่ครบวงจรแบบ End-to-End และ ยังมีการให้บริการ Service แยกเฉพาะทางที่สามารถปรับแต่งเป็นส่วนเสริมบาง Flow เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจคุณ เช่น คุณมีความต้องการ Specialist ดูแลแพลตฟอร์ม eCommerce ที่ท่านมีอยู่ หรือกรณีบริษัทต้องการจะสร้าง eCommerce สำหรับขายร่วมกับคู่ค้า เราก็ออกแบบให้ได้เป็นพิเศษ เพื่อตอบโจทย์กับธุรกิจในทุกรูปแบบ

หรือในบางธุรกิจไม่สามารถจัดหาหรือแผนกสำหรับงาน eCommerce เราสามารถรับงานแบบ Turnkey โดย WeOmni จะนำทีมงาน Specialist และโซลูชั่นของเราอย่าง WeOMS มาใช้ดูแลฝั่ง eCommerce ให้กิจการคุณแบบ End-to-End โดยบริษัทท่านเพียงแค่นำฝากสินค้าไว้กับเรา แล้วดูข้อดูภาพรวมผ่าน Dashboard

มั่นใจได้ว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจท่านก้าวไปสู่โลก eCommerce ได้อย่างเป็นมืออาชีพ ลดความยุ่งยากและซับซ้อนในงาน eCommerce ลง โฟกัสกับสินค้าและบริการอย่างเต็มที่ กับ eCommerce Specialist โดย WeOmni ผู้นำด้าน One Stop Service Solution สำหรับ eCommerce ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการพัฒนาระบบให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่มากมาย หากผู้ประกอบการยังไม่รู้จะเริ่ม eCommerce สำหรับธุรกิจของท่านอย่างไรดี เรายินดีให้คำปรึกษาได้โดยติดต่อเราที่นี่

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมของเราได้ที่ช่องทาง Facebook Fanpage, Linkedin หรือดูข้อมูลและติดต่อรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา